Monthly Archives: June 2016

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

9870255674454
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

อะนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน
อุปปัชฌิตะวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปสะโม สุโขฯ

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ
มีอันเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
ความเข้าไประงับแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้นเป็นสุข

อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะ วิญญาโณ
นิรัตถัง วะ กะลิงคะรังฯ

ไม่นานหนอ กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน
มีวิญญาณไปปราศแล้ว คือปราศจากวิญญาณต้องถูกทอดทิ้ง
เหมือนอย่างท่อนไม้ท่อนฟืนไม่มีประโยชน์

สติจับไว้ ปัญญาฟัน

45674400000000000000

ไม่มีอะไรเก่งกล้าสามารถยิ่งกว่าสตินะการฆ่ากิเลส กิเลสกลัวสติ ใครสติดีแล้วผู้นั้นจะตั้งเนื้อตั้งตัวได้

สติเป็นสำคัญมาก กิเลสจะมีมากมีน้อยข้ามสติไปไม่ได้ สติเอาอยู่ ๆ ทีเดียว จึงได้มาเป็นคำบอกเล่าให้หมู่เพื่อนฟัง หรือเป็นคำสอนก็แล้วแต่จะพิจารณาเอง ถ้าว่าคำสอนมันจะหนักไป ถ้าว่าเป็นคำบอกเล่าก็แล้วแต่ผู้ใดจะยึดไปปฏิบัติยังไง ๆ

เรื่องสตินี่สำคัญนะในความพากเพียร ท่านทั้งหลายอย่าเผลอสติ จับสติให้ดีให้ติด อุบายวิธีการต่าง ๆ ที่ได้รับความทุกข์ความลำบากทรมานนี้ก็เพื่อบำรุงสติ ถ้าสติดีแล้วกิเลสจะขึ้นได้ลำบากและจะขึ้นไม่ได้ แล้วปัญญาฟันละที่นี่ สติดี ปัญญาฟันขาดสะบั้น ๆ ไปเลย

ปัญญานะแก้กิเลส สติจับให้ ปัญญาเป็นผู้ฟัน สำคัญที่ตรงนี้

ธรรมะ โดย (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

ขยะที่อยู่ในใจ

678654657

ทำไมบางคนถึงทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ไม่ปลอดโปร่งอยู่เสมอ

คำตอบง่ายมาก เพราะเขาแบกความคิดและความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ ไม่ปลดปล่อย ไม่ปรับเปลี่ยน จนกระทั่งมันกลายเป็นขยะหรือคราบสกปรกเกาะติดหัวใจ เวลามีอะไรมากระทบหรือสัมผัสความรู้สึก ก็จะมีคราบเปื้อนเหล่านี้เข้าไปเจือปน ความสดใสที่ควรจะมี จึงมีได้ไม่เต็มที่

ทำไมเราจึงปล่อยให้ใจเป็น “ถังขยะ” ล่ะ น่าคิดทีเดียว…

คำตอบก็คือ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอก ว่าเราแอบทิ้งขยะลงไปในใจของเราเอง หรือมีใครทิ้งขยะลงมาในหัวใจเราบ้าง ถ้าเราไม่หมั่นสำรวจ บางทีเราอาจมีขยะรกเรื้อในหัวใจอยู่มากมายเลยก็ได้

อะไรบ้าง ที่เป็นขยะหัวใจ

๑. ความไม่พอใจ

มีหลายเรื่องเลยนะ ในชีวิต ที่เราไม่พึงพอใจ ถ้าจะแบ่งให้กว้างที่สุดเพื่อให้เห็นภาพ สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจมีอยู่ ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือไม่พอใจคนอื่น กับไม่พอใจตัวเอง

ไม่พอใจคนอื่นเกิดได้มากกว่าความไม่พอใจในตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน ย่อมรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ย่อมโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเอง ย่อมเห็นความผิดของคนอื่นได้ก่อน และเห็นได้ชัดกว่าความผิดของตัวเอง

ยกเว้นในรายที่สภาพจิตใจไม่ปกติ คือเป็นโรคโทษตัวเอง อย่างนั้นอยู่ในข่าย “ป่วย” อย่างชัดเจน ต้องได้รับการบำบัดรักษาจึงจะหาย

ขณะเดียวกันเราต่างก็รู้ว่าในโลกใบนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีเกิน มีขาด จนกว่าจะค่อยๆปรับปรุงพัฒนาให้มีความพอดีได้ จึงจะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ฉะนั้น เราควรมองด้านดีของกันและกันให้มากกว่าด้านที่บกพร่อง แต่ไม่ใช่ไม่เห็นความบกพร่องของกันและกัน เพียงแต่เลือกที่จะไม่หยิบมันขึ้นมาย้ำ ขึ้นมาซ้ำ หรือมาทำให้ตัวเองดูดีกว่าหรือมีดีกว่า

ถ้าเราเริ่มจากมองด้านดีของกันและกันแล้ว ความพึงพอใจและความนับถือในกันและกันก็จะเกิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์กว่าการจับผิดกัน แล้วนำไปสู่ความไม่พอใจ

๒. ความผิดหวัง

ความหวังควรจะเป็น “ดอกไม้” มากกว่า “ขยะ”

แต่ที่มันต้องกลายเป็นขยะ ก็เพราะเรื่องหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ควรหวัง เนื่องจากเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ หวังเกินจริง หวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

สองสิ่งที่ไม่ควรตั้งความหวังไว้สูงนัก คือหวังว่าเรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคนในอดีตจะย้อนกลับมา กับหวังว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เราวาดหวังเสียทุกประการ

อดีตเป็นสิ่งที่ยากจะเรียกหาให้ย้อนกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม ดีที่สุดคือใช้อดีตเป็นบทเรียน ให้สติ ให้เราเรียนรู้ทั้งโอกาสและความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้วันนี้และวันข้างหน้า ดีกว่าอดีตที่เคยเป็น

ส่วนอนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถบังคับบงการให้เป็นไปตามความหวังของเราได้เสียทั้งหมด แต่พอจะคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร

กระนั้นก็ตาม หากไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ ก็อย่าได้ทุกข์ร้อนเสียใจ และปล่อยความคาดหวังบนความไม่แน่นอนแบบนี้ให้เป็นขยะรกอารมณ์

๓. ความอิจฉาริษยา

ขยะอย่างหนึ่งที่รกใจคนที่สุด ก็คือความอิจฉาริษยาคนอื่น โดยไม่ทันเฉลียวใจว่า ทุกครั้งที่เราอิจฉาริษยาใครก็ตาม ความนับถือตัวเองของเราก็เสื่อมถอยลงไปด้วย เพราะการจะรู้สึกอิจฉาหรือริษยาใครนั้น ย่อมมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกว่าเขาดีหรือได้ดีกว่าเรา เราจึงอิจฉาเขาเป็นพัลวัน

จงหยุดอิจฉา แล้วมองให้เห็นว่า การที่คนอื่นได้ดีหรือมีดีกว่าเรานั้น เป็นสิ่งที่น่ายินดี ควรยินดีกับเขา และปรับเปลี่ยนโน้มน้าวตัวเองให้ทวีความดีดั่งที่เขามีจนเราอิจฉา

หลายครั้งเราคิดไปเอง ว่ามีคนที่มีเงินมากกว่าเรา มีชื่อเสียงมากกว่าเรา มีโอกาสดีๆมากกว่าเรานั้น น่าอิจฉา เพราะคิดเอาว่าเขาคงจะมีความสุข โปรดรู้ว่าสิ่งนี้ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะความสุขเป็นเรื่องของความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง

เงินทองไม่ใช่เครื่องวัด ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่ใช่เครื่องวัด เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีดี และมีสุขในตัวเองอย่างเสมอหน้ากัน แต่ความสุขนั้น อยู่ที่ขีดของความพึงพอใจ ซึ่งทุกคนควรจะตั้งไว้ให้พอเหมาะพอดีกับตัวเอง

๔. ความยึดมั่นถือมั่น

ขยะที่เพิ่มพูนความรกเรื้อรุงรังให้ใจได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งคือ ความยึดมั่นถือมั่น คิดว่านั่นก็คนของฉัน นี่ก็บ้านของฉัน รถของฉัน คนรักของฉัน ตำแหน่งของฉัน ฯลฯ จนไม่สามารถปล่อยวาง “สิ่งนอกตัว” เหล่านั้นลงได้

ส่วนใหญ่จะพบว่า จิตจะปรุงแต่งไปเอง ว่าสิ่งนี้ฉันรัก สิ่งนี้ฉันเป็นเจ้าของ ใครก็เอาไปจากฉันไม่ได้ พอไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ผูกพันหน่วงเหนี่ยว ยังคงเสียดาย เสียใจ และปรุงแต่งจิตเพิ่มเข้าไปว่าฉันนี้แสนทุกข์ระทม

ลองยอมรับความจริงดูบ้างไหม ว่าอะไรไนโลกนี้ก็ไม่ใช่ของเราอย่างถาวรทั้งสิ้น แม้กระทั่งร่างกายของเรานี้ แท้ก็เป็นแค่ของยืมมา ใช้ได้ชาตินี้ชาติเดียว เดี๋ยวก็เสื่อม ก็แก่ ก็ป่วย ก็ตาย ต้องคืนร่างกายสังขารนี้สู่สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ เน่าเปื่อยผุพังไป สิ้นความสวยความหล่อ ตลอดจนลาภ ยศ สรรเสริญทั้งปวง

๕. ความกลัว

ใจหลายคนรุงรังไปด้วยความกลัว กลัวเขาจะไม่รัก กลัวเงินจะหมด กลัวฝนจะตก กลัวนายจ้างจะเลิกจ้าง กลัวเพื่อนร่วมงานจะได้ดีกว่า กลัวไม่ก้าวหน้า ไม่ได้โบนัส ฯลฯ

กลัวไปทำไม เรื่องบางเรื่องเราตัดสินเองไม่ได้ อยู่นอกเหนือจากการควบคุม ซึ่งกลัวไปก็เท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิด บางเรื่องแทบไม่มีวันมาถึงชีวิต ก็กลัวล่วงหน้า กลัวจนประสาทเสีย

บางคนกลัวอดีตของตนจะถูกขุดคุ้ย กลัวความลับแตก เช่นนี้ก็ควรจะระมัดระวังทุกสิ่งที่จะกระทำ ทำให้ถูก ทำให้ดี ย่อมไม่มีใครขุดคุ้ย โจมตี หรือตรวจสอบให้ได้อาย

จงพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกคนและทุกสิ่งในชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งต้องเริ่มจากการทำแต่สิ่งที่ดี โปร่งใส ไม่เป็นแผลติดตัวที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น และจงขจัดความกลัวออกไปจากใจ เพื่อให้เกิดความั่นใจที่จะใช้ชีวิตของเราให้สมศักดิ์ศรี เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้ชีวิตนี้ดีกว่าเดิม

๖. ความอยาก

นับเป็นขยะที่สร้างรอยเปื้อนรอยหม่นให้แก่ใจคนได้อย่างดีเยี่ยม คนเราช่างมีความอยากมากเกินจะตอบสนองได้ อยากกิน อยากได้ อยากมี อยากรู้อยากเห็น อยากสวย อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ อยากรวย อยากชนะ อยากผอม อยากหิ้วแบรนด์เนม อยากเป็นดารา อยากเป็นนักร้อง อยากมีสามี อยากมีภรรยา ฯลฯ

ลดความอยากลงมาเสียบ้าง แล้วอิ่มเอมใจกับสิ่งที่มีอยู่ให้หมดเสียก่อน อิ่มเอมใจที่มีสามีภรรยาคนนี้ อิ่มเอมใจที่มีลูกที่ดีที่น่ารัก อิ่มเอมใจที่มีบ้าน ห้อง หรือแม้กระทั่งกระท่อมโกโรโกโส เพราะมันเป็นของเรา เป็นของเราจริงๆ เป็นสิ่งที่อยู่กับเรา ให้กับเรามาโดยตลอด ความอยากชักพาให้ใจเร่าร้อน ดิ้นรน ไม่พึงพอใจในตน และอิจฉาริษยาคนอืความอยากชักนำให้เกิดความฝันเฟื่อง คิดแต่เรื่องที่ไม่ง่ายที่จะเกิด แล้ววิ่งไล่ล่าจนเหนื่อย หมดแรง แล้วก็นอนทุกข์ใจ

จง “อยาก” ให้พอดีกับกำลังกาย กำลังทุน และกำลังสติปัญญาของตัวเอง อย่าอยากจนเกินกำลัง เพราะจะทำให้สิ้นกำลังได้ง่าย แล้วกลายเป็นคนพ่ายแพ้ อ่อนแอ หมดสิ้นความทะเยอทะยานอยากในชีวิต

ความทะเยอทะยานอยากเหมือนรถ แต่ใจเราคือคนขับ รถแล่นด้วยความเร็วกำลังดี เราก็ได้ประโยชน์ จอดอยู่เฉยๆ ก็นิ่งอยู่กับที่ แต่หากแล่นฉิวจนเกินควบคุม ก็อันตรายกับชีวิต ฉะนั้น ใจต้องเป็นนายของความทะเยอทะยานอยากโดยควบคุมได้

ทำอย่างไรให้ใจสะอาด

เริ่มจากปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง อย่ายึดติดยึดถือให้มากนัก แล้วอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่อยู่กับเรา เป็นของเรา ย่อมอยู่กับปัจจุบันของเราด้วย นั่นคือสิ่งจริงแท้แน่นอน

การปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง เท่ากับการเทขยะทิ้ง

การอยู่กับปัจจุบัน เท่ากับการปิดฝาถังขยะ ไม่เปิดรับขยะใหม่ ให้ใจต้องสกปรกรกรุงรังอีก เพื่อมีเวลาทำความสะอาดหัวใจให้ผ่องใส เบิกบาน

ใจ…แท้จริงผ่องใสด้วยตัวของมันเอง แต่คนที่เป็นเจ้าของหัวใจต่างหาก ที่ชักนำสิ่งต่างๆ มาปะพอก จนใจนั้นหมดสภาพ

ฟื้นหัวใจให้กลับไปผ่องใสดังเดิมกันเถิด ปัดฝุ่นและคราบเขม่าทั้งหลาย แล้วเปิดทางให้หัวใจได้หายใจ เต้น และรู้สึกด้วยตัวของมันเอง

อย่าไปบงการหัวใจมาก…เพราะแทนที่จะเป็น “หัวใจ” มันจะกลายเป็น “ถังขยะ” แทน

ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

78451255

กรรม แปลว่า กระทำทางกาย มียืนเดินนั่งนอน เป็นต้น กระทำทางวาจา คือเปล่งคำพูด กระทำทางใจ คือการนึกคิด

คำว่า กรรม เป็นคำกลางๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว ถ้าเป็นไปในฝ่ายดี ถูก ควร เรียกว่า กุศล บุญ สุจริต ถ้าเป็นไปในฝ่ายชั่ว ผิด ไม่ควร เรียกว่า อกุศล บาป ทุจริต

คำว่า ถูก ดี ควรนั้น หมายถึง กิริยาที่ทำ คำที่พูด เรื่องที่คิด อันเป็นไปเพื่อความเป็นประโยชน์ เป็นความสุข ความเจริญแก่ตนและบุคคลอื่น

คำว่า ชั่ว ผิด ไม่ควรนั้น หมายถึง กิริยาที่ทำ คำที่พูด เรื่องที่คิด อันเป็นไปเพื่อความไร้ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความเสื่อมแก่ตนและบุคคลอื่น

กรรม เมื่อกล่าวโดยกรรมบถ มี 10 อย่าง แบ่งเป็น กายกรรม 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดทางกาม วจีกรรม 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ มโนกรรม 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นฝ่ายดี ที่เป็นไปโดยตรงกันข้ามจากนี้ เป็นฝ่ายชั่ว

กรรมทั้ง 3 ประการนี้ เป็นเหตุเป็นผลของกัน คือ ก่อนที่จะทำและก่อนจะพูด จิตหรือใจต้องสั่งก่อน ถ้าทำหรือพูดโดยที่จิตไม่ได้สั่ง การทำหรือการพูดนั้น ยังไม่จัดเป็นกรรม เช่นคนนอนหลับละเมอ ทำหรือพูดอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นต้น ยังไม่จัดเป็นกรรม คนวิกลจริตกระทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ตุลาการหรือศาลย่อมไม่ปรับเอาเป็นผิด เพราะเหตุที่จิตใจของคนวิกลจริต ผิดปกติธรรมดา

เจตนาในการทำและการพูดปราศจากเหตุผลหรือทำและพูดไปโดยที่ไม่มีเจตนาหรือความจงใจ

กรรมดี กรรมชั่ว ย่อมให้ผลแก่ผู้กระทำอย่างแน่นอน คือกรรมดี ได้แก่ ทำพูดคิดดี ย่อมส่งผลให้ผู้ทำกรรมนั้นมีความสุข มีความเจริญ ไม่ต้องเดือดร้อน

ส่วนกรรมชั่ว ได้แก่ ทำพูดคิดชั่ว ย่อมส่งผลให้ผู้กระทำชั่วนั้น มีความทุกข์ ประสบความเสื่อม มีความเดือดร้อนใจ

เมื่อบุคคลใดกระทำกรรมดีและกรรมชั่วอันเป็นเหตุไว้แล้ว บุคคลนั้นจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน คือทำกรรมดีไว้ จะต้องได้รับผลดี ทำกรรมชั่วไว้ จะต้องได้รับผลชั่ว เหมือนปลูกพืชชนิดใดไว้ จะต้องได้รับผลเป็นพืชชนิดนั้นอย่างแน่นอน เช่น ปลูกมะม่วง จะต้องได้รับผลเป็นมะม่วง จะได้รับผลเป็นทุเรียนหรืออย่างอื่น เป็นไปไม่ได้

ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว

กรรมดี แม้จะให้ผลเป็นความสุข น่าปรารถนา และกรรมชั่วแม้จะให้ผลเป็นความทุกข์ อันไม่น่าปรารถนา ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้ทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว สับสนปะปนกันอยู่ร่ำไป มิใช่มีแต่ผู้ที่กระทำกรรมดีโดยส่วนเดียว หรือมีแต่ผู้ที่กระทำกรรมชั่วโดยส่วนเดียว เข้าหลักที่ว่า ดีไม่ทั่ว ชั่วไม่หมด ทั้งนี้ก็เพราะคนดีทำกรรมดีได้ง่าย ทำกรรมชั่วได้ยาก คนชั่วทำกรรมชั่วได้ง่าย ทำกรรมดีได้ยาก

ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า กรรมดี อันคนดีทำได้โดยง่าย อันคนชั่วทำได้โดยยาก กรรมชั่วอันคนชั่วทำได้ง่าย อันคนดี ทำได้โดยยาก

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

มีสติไม่ผิดพลาด ผู้มีสติย่อมได้ความสุข

49652166666

ผู้มีสติย่อมมีความเจริญทุกเมื่อ ผู้มีสติย่อมได้ความสุข วันหนึ่งคืนหนึ่งของผู้มีสติเป็นวันคืนที่ดี แต่ผู้มีสติหรือความมีสติยังไม่คุ้มครองตนให้พ้นไปจากเวรภัยได้

ผู้ใดมีใจยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียนผู้อื่นตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ใจของผู้นั้นมีส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์อยู่เป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรภัยต่อใครๆ

คำว่าสติ คือความระลึกได้ คู่กับคำว่าสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวอยู่เสมอ

สติเป็นไปในกิริยาที่ทำ กิริยาที่พูด กิริยาที่นึกหรือคิด คือก่อนจะทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ระลึกนึกได้ก่อนแล้ว จึงทำ จึงพูด จึงคิด บุคคลผู้ที่ทำผิด พูดผิด คิดผิด ก็เพราะขาดสติ

สติเป็นไปในกิริยาที่จำ คือ กิจการใดที่ได้ทำไว้แล้ว ถ้อยคำใดที่ได้พูดไว้แล้ว เรื่องใดๆ ที่ได้คิดตกลงใจไว้แล้ว แม้ล่วงกาลเวลาช้านาน ก็ระลึกนึกถึงกิจที่ได้ทำ คำที่ได้พูด เรื่องที่ได้คิดไว้นั้นได้ ไม่ลืมเลือน

บุคคลที่ทำแล้ว พูดแล้ว ลืมเสีย ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับกิจที่จะทำ คำที่จะพูด เรื่องที่จะคิดต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ ก็เพราะขาดสติ

ส่วนสัมปชัญญะ ความรู้ตัวอยู่เสมอนั้น เป็นไปในขณะที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด คือรู้สึกตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำ พูด และคิดอะไรอยู่ กล่าวคือทำ พูด คิดถูกก็รู้ หรือทำ พูด คิดผิดก็รู้

เมื่อรู้ว่ากำลังทำ พูด คิดถูก ก็ให้ทำ พูด คิดอย่างนั้นๆ ต่อไป เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดในทางที่ผิด ก็ให้หยุดเสีย ไม่ให้ทำ พูด คิดอย่างนั้นๆ ต่อไปอีก

ความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าตนมีภาวะเป็นอย่างไร มีหน้าที่ มีกิจที่จะต้องทำอะไรบ้าง ก็ให้ปฏิบัติให้สมกับภาวะและหน้าที่ที่ตนเป็นอยู่และมีอยู่นั้นๆ ไม่บกพร่อง ไม่ผิดพลาด บริบูรณ์ดี เพราะมีสัมปชัญญะควบคุมอยู่

บุคคลที่บกพร่องต่อหน้าที่ มีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งแก่ตนและคนอื่น เพราะขาดสัมปชัญญะ ไม่มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอะไรอยู่ จึงทำให้ทำ พูด และคิดไปในทางที่ผิด เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนและคนอื่น สติและสัมปชัญญะนี้จึงมีประโยชน์แก่ทุกคน

สติและสัมปชัญญะทั้ง 2 ประการ เรียกว่าธรรมมีอุปการะมาก คือ ผู้ที่มีใจอันสติสัมปชัญญะเข้ากำกับอยู่เสมอแล้ว ย่อมประพฤติกายวาจาในทางที่ถูก ที่ควร ย่อมได้รับผลคือความสุข ความเย็นใจไม่เดือดร้อน สติสัมปชัญญะเป็นธรรมที่มีอุปการะมากแก่คนทุกคน

ผู้มีปัญญาเป็นเลิศ มีการศึกษาดี มีสมรรถภาพในการทำงานดี แต่ถ้ามีปัญญาฟุ้งไป ไม่มีสติเป็นเครื่องยับยั้ง ก็จักเป็นคนฉลาดเกินควร เข้าลักษณะที่ว่าฉลาดแต่ขาดเฉลียว กลายเป็น ผู้ทะนงว่าตนเท่านั้นสามารถ คนอื่นสู้ตนไม่ได้

เมื่อมีความทะนงตนอย่างนี้แล้ว ความผิดพลาดไม่รอบคอบนานาประการก็จะพึงเกิดมีขึ้น อันจะเป็นผลเสียหายแก่ตนและคนอื่น

ถ้าผู้มีปัญญาสามารถดี และมีสติเป็นเครื่องกำกับยับยั้งอยู่ด้วย ก็จักช่วยให้มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มีความเสื่อม

สติที่เป็นเครื่องระลึก ก่อให้เกิดความนึกคิด ก่อนจะทำ ก่อนจะพูดเป็นเบื้องต้น เป็นเหตุให้รอบคอบ สามารถที่จะประกอบกิจน้อยใหญ่ให้เป็นไปด้วยดี ไม่มีความผิดพลาด

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

ตั้งใจทำ นำให้สำเร็จ

1919789

จิตเป็นนาย-กายเป็นบ่าว เป็นคำที่คุ้นใจชาวพุทธเป็นส่วนมาก ด้วยหลักการในพระพุทธศาสนาก็รับรองชัดเจนว่า อานุภาพแห่งจิตนี้มีมากเพียงไร ทุกสิ่งที่ทำ ทุกคำที่พูดก็ล้วนมีผลมาจากจิตใจที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

แต่ลักษณะของจิตใจปุถุชนนี้ไม่แน่นอน เพราะโดยปกติจิตใจที่ไม่มีสมาธิจะดิ้นรน กวัดแกว่ง บังคับยาก ห้ามยาก ไม่สามารถจะตั้งอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน มักตกไปในอารมณ์ที่ตนรักใคร่เป็นพื้น

เมื่อลักษณะจิตใจไม่แน่นอน ผลที่มุ่งหวังก็ไม่แน่นอน

มนุษย์ที่หวังความสำเร็จจึงต้องสนใจในเรื่องของการฝึกจิต ทำจิตให้มีสมาธิหรือแน่แน่วในแนวหมาย เหมือนเป็นการปรับโฟกัสของเลนส์กล้องถ่ายรูป หากปรับไม่ถูกเป้าหมายภาพก็จะไม่ชัด ไม่สวย

เหมือนกันกับความฝันของมนุษย์ ถ้าการปรับเลนส์ใจไม่นิ่งพอก็จะเห็นเป้าหมายไม่ชัดเจน ส่งผลต่อการก้าวไปในธรรม คือ ยากแก่การพัฒนาให้ถึงจุดหมายหรือสำเร็จเป็นมรรคผลได้

จิตตะ เป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4 แปลเข้าใจง่ายๆ คือ ตั้งใจ จดจ่อ หรือเอาใจใส่ ในสิ่งที่กำลังทำกำลังดำเนินการอยู่

ยกตัวอย่าง เช่น นักเรียนนักศึกษาอยู่ในวัยแสวงวิชาการอันเป็นพื้นฐานสู่การทำงานต่อไป หากไม่เอาใจใส่ คือสักแต่ว่าเรียน วิชาการที่ควรจะได้ ทักษะที่ควรจะมีก็ไม่ได้และไม่มี ส่งให้ผลการเรียนย่ำแย่ และอาจศึกษาไม่จบครบหลักสูตร ไม่ถึงฝั่งฝันแห่งการศึกษา เสียเวลา เสียเงินเปล่าๆ

แต่ในทางตรงกันข้าม หากมีจิตตะ คือเอาใจใส่ จดจ่อ โฟกัสอยู่ในการศึกษาทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ก่อนเรียน ขณะเรียน และหลังเรียน สิ่งที่ครูอาจารย์ถ่ายทอดก็ไม่สูญหาย แต่จะสถิตอยู่ในความทรงจำของศิษย์ที่เอาใจใส่ และเป็นความหวังแก่อนุชนคนรุ่นต่อๆ ไป

ในการได้ศึกษาเล่าเรียนจากบรรพชนที่เอาใจใส่ในการศึกษา ความผิดพลาดตกหล่นทางวิชาการก็จะไม่เกิดขึ้น

แต่ที่เกิดขึ้นก็เพราะศิษย์จากรุ่นสู่รุ่นขาดการเอาใจใส่ในการเล่าเรียน แม้ในวงการศึกษาพระปริยัติธรรมก็เช่นเดียวกัน ถ้าขาดการศึกษาอย่างเอาใจใส่ในที่สุดก็ไร้คนสืบทอดสิ่งที่ถูกต้อง และนำไปสู่ความเสื่อมสูญแห่งศาสนาได้เหมือนกัน

ผู้ที่รักจะสร้างเนื้อสร้างตัว ให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น นอกจากจะมีความพึงพอใจและเพียรพยายามในวิชาชีพแล้ว ต้องเอาใจใส่ในรายละเอียดด้วย เช่น ความรู้ใหม่ๆ จิตวิทยา และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย จะสามารถปรับตัวได้ ปรับใจเป็น และชัดเจนในเป้าหมายของตนเองจนก้าวไปถึงเส้นชัยได้ โดยอาศัยธรรมะคือ จิตตะ ที่แปลว่า ตั้งใจทำ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร