Category Archives: พระเครื่องแท้

คาถาชินบัญชร

คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)

สวัสดีครับวันนี้เรานำคาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พร้อมกับคำแปล มาให้เอาไปท่องก่อนนอนกันนะครับ เรามาดูกันเลยดีกว่าครับเพื่อนๆ

พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ
ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง
ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ
ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด

เริ่มสวด นโม 3 จบ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นึกถึงหลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ

เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ
โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล
กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร
นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.

เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา
เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา
ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา
วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา
วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล
สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข
ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว
ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ
สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

คำแปล

พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ
อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ
พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง
พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา
พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา
พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง
อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ
มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี
พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส
เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน
รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา
พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร
เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

อนึ่งพระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้
ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง
สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม
แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน
อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น
เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น
จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า
ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ
แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ วัดมหาธาตุ จ.ยโสธร

capture-20160922-164043

“พระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์” หรือ “พระแก้วหยดน้ำค้าง” หรือ “พระแก้วขาว” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ สร้างจากเนื้อแก้วใสสะอาดบริสุทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 1.9 นิ้ว ศิลปะเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมืองยโสธร ปัจจุบันประดิษฐาน ณ วัดมหาธาตุ อ.เมือง จ.ยโสธร
ในอดีตนั้นเคยประดิษฐานอยู่คู่กับพระแก้วมรกตในหอพระแก้วเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2011 และประทับอยู่เป็นสิริมงคลนานถึง 78 ปี
หลังพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชครองหลวงพระบาง จึงมีความเห็นว่าสมควรอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระแก้วขาวไปไว้ที่ราชธานีล้านช้าง เพื่อให้ห่างไกลจากเงื้อมมือพม่าข้าศึก จึงโปรดฯ ให้ประดิษฐานพระแก้วมรกตประทับอยู่ร่วมกันอีกครั้ง
ได้มีผู้ลักพาพระแก้วขาวออกจากหลวงพระบางไปซ่อนไว้ที่เขาส้มป่อย ต่อมามีพราน 2 พี่น้อง ชื่อ พรานทึงและพรานเทือง ไปพบว่าจมอยู่ใต้สระน้ำจึงนำขึ้นมา ความลือไปถึงเจ้าสร้อยศรีสมุทร พุทธางกูร ผู้ครองนครจำปาศักดิ์ จึงให้ท้าวเพียผู้ใหญ่ไปสืบเอาพระแก้วขาวมา
ขณะอัญเชิญมาถึงตำบลแห่งหนึ่ง ริมน้ำเซโดนได้พากันพักแรมหนึ่งคืน พอรุ่งเช้าปรากฏว่าพระแก้วขาวหายไปจึง ให้คนเที่ยวค้นหา มีผู้ไปพบอยู่ที่บ้าน พรานทึงดังเดิม ท้าวเพียได้ทำพิธีคารวะพระแก้วขาว โดยขออัญเชิญไปยังหลวงพระบางได้สะดวก อย่าได้ลักหนีไปอีกเลย
แต่ในระหว่างทางเกิดพายุทำให้พระแก้วขาวตกลงไปในน้ำหาอย่างไรก็ไม่พบ เจ้าสร้อยศรีสมุทรฯ ทรงกระทำพิธีกรรมบวงสรวงเทพารักษ์ ตั้งสัตยาธิษฐานขอให้ได้พระแก้วขาวกลับคืนมาเป็นสิริมงคล เมื่อสัมฤทธิผลจึงจัดงานฉลองสมโภชเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน
ตามข้อสันนิษฐานที่สืบทราบความว่า เมื่อครั้งเจ้าพระยาราช สุภาวดี ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ เจ้าอุปฮาดบุตรของท้าวคำ ท้าวฝ่าย ท้าวสุวอ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าพระยาขัตติวงศา ได้ไปรบด้วย มีท่านพระครูหลักคำกุผู้มีภูมิ ความรู้ถนัดในทางโหราศาสตร์ เป็นผู้ให้ฤกษ์และทำพิธีตัดไม้ ข่มนาม ซึ่งเป็นพิธีปฐมกรรม อันเป็นการให้ขวัญและกำลังใจ แก่ทหาร จึงทำให้การรบในครั้งนั้นประสบชัยชนะ
ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 จึงได้มีรับสั่งให้พาเข้าเฝ้าโดยด่วน โดยมีท้าวฝ่าย และพระครูหลักคำกุ เป็นผู้เข้าเฝ้าที่กรุงเทพมหานคร โปรดเกล้าฯ พระราช ทานสัญญาบัตรให้ท้าวฝ่ายเป็นพระสุนทรราชวงศา พระครูหลักคำกุ เป็นพระครูวชิรปัญญา แล้วพระราชทาน ปืนนางป้อม 1 กระบอก ให้พร้อมกับพระพุทธบุษรัตน์ เพื่อเป็นสิริมงคล แก่เมืองยโสธร นับแต่นั้นเป็นต้นมา
สำหรับในจารึกประชุมพง ศาวดาร ภาคที่ 80 เมื่อ พ.ศ.2440 (ร.ศ.115) กล่าวว่า ท้าวพญาเมืองจำปาศักดิ์ได้ถวายพระแก้วขาวแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดให้อัญเชิญลงมากรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ.2355 ต่อมารัชกาลที่ 3 พระราชทานให้ชาวเมืองยโสธร

ตนแลเป็นที่พึ่งของตน

78956004

ความทุกข์ไม่เป็นสิ่งที่เจริญใจจึงไม่มีใครปรารถนาแต่ถึงไม่ปรารถนาก็จำต้องได้ รับ ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ ทุกข์จึงจัดเป็นภัย คือน่ากลัว เพราะเหตุนี้ คนทุกๆ คน ถ้าไม่มีที่พึ่งพำนักอาศัย ก็กล่าวได้ว่า ผู้นั้นต้องทุกข์ถึงตาย หรือทุกข์อย่างสาหัส เพราะว่าผู้ไม่มีที่พึ่งอยู่เป็นทุกข์ เปรียบเหมือนตกอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร ถ้าไม่ได้เครื่องชูชีพ หรือพบเกาะเป็นที่พึ่งพำนัก ก็กล่าวได้ว่าผู้นั้นต้องตาย หรือลำบากแทบตาย

ที่พึ่งมีมากมาย เบื้องต้นก็ต้องพึ่งอาศัยบิดามารดา พึ่งครูอาจารย์ในการศึกษาเล่าเรียน มีธุระเหลือบ่ากว่าแรงตน ก็ต้องพึ่งมิตรสหาย ในที่สุดเมื่อชราและเจ็บป่วย ก็ต้องพึ่งบุตรธิดาและแพทย์ เป็นต้น คนบางคนพอมีทุกข์เกิดขึ้น ก็พึ่งสิ่งต่างๆ เช่น ภูเขา ต้นไม้ ผีสางนางไม้ ที่ทำลงไปเช่นนี้ เพื่อต้องการจะพ้นจากทุกข์ ต้องดิ้นรนหาที่พึ่งต่างๆ ตามความเชื่อถือของตน ที่พึ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสห้าม แต่ไม่ทรงส่งเสริม เพราะบิดามารดาเป็นต้นนั้น เป็นที่พึ่งได้จริง แต่จัดเป็นที่พึ่งภายนอก เป็นที่พึ่งได้ชั่วคราว เพราะฉะนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสสอนให้มีที่พึ่ง จึงไม่ได้ทรงหมายถึงที่พึ่งภายนอกเหล่านี้ แต่ทรงประสงค์เอาที่พึ่งภายใน คือ การพึ่งตนเอง เพราะเป็นที่พึ่งได้แน่นอน

การพึ่งตนนั้น มิได้ประสงค์ว่าพึ่งสรีระร่างกาย เพราะสรีระร่างกายเป็นแต่เครื่องอาศัยชั่วคราว ไม่เป็นแก่นสารยังยืน จึงกล่าวได้ว่า หัวใจแห่งการพึ่งตนอยู่ที่คุณความดี มีพุทธภาษิตตรัสไว้ว่า “ธัมมะทีปา มีธรรมะเป็นเกาะ ธัมมะสะระณา มีธรรมเป็นสรณะ อะนัญญะสะระณา อย่ามีสิ่งอื่นเป็นสรณะ”

อันธรรมะเป็นของมีแก่นสาร ไม่มีกำหนดกาลเวลา เป็นของดีมีหลักฐาน ควรจะอ้างอิงชี้ชวนให้มาชมได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอะไรสงบเย็นเท่าธรรมะ ควรจะนำมาสู่ตน หรือน้อมตนไปในธรรมะนั้น เพื่อความเย็นสงบและระงับร้อน ดังนั้น ธรรมะจึงเป็นที่พึ่งอย่างประเสริฐ

ธรรมะเป็นที่พึ่งอันสำคัญก็จริง แต่ธรรมะที่อยู่ตามธรรมดา ย่อมไม่สำเร็จเป็นที่พึ่งอันใดได้ แต่เมื่อบุคคลบำเพ็ญธรรมะนั้นให้มีขึ้นในตนแล้ว จึงสำเร็จเป็นที่พึ่งได้ เพราะอาศัยตนเป็นที่พึ่งนั่นเอง เปรียบเหมือนร่มที่อยู่ตามลำพัง หาสำเร็จประโยชน์ตามหน้าที่ไม่ ต่อเมื่อบุคคลนำมากางขึ้น จึงสำเร็จประโยชน์ในอันบังแดดฝนได้ เพราะเหตุนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้พึ่งทั้งตนและพึ่งทั้งธรรมะ

ที่พึ่งคือตน และธรรมะดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และสร้างให้มีขึ้นได้ ด้วยการปฏิบัติตามธรรมะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งล้วนเป็นอุปการะในการสร้างที่พึ่งทั้งนั้น ดังพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า “ผู้มีปัญญาพึงสร้างเกาะคือที่พึ่ง ซึ่งห้วงน้ำท่วมไม่ได้ ด้วยธรรมะ 4 ข้อ คือ ความหมั่น ความไม่มัวเมา ความสำรวมระวัง ความปราบปรามตน”

ดังนั้น เมื่อตรัสสอนให้ปฏิบัติธรรมอันกระทำที่พึ่งแล้ว จึงตรัสรับรองว่า “เอวัง โข อานันทะ ภิกขุ อัตตะทีโป อัตตะสะระโณ อนัญญะสะระโณ ธัมมะทีโป ธัมมะสะระโณ อนัญญะสะระโณ แปลความว่า อย่างนี้แล อานนท์ ภิกษุชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ” แล

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

พัฒนาสู่ความรักที่ไร้ทุกข์

89496085

พัฒนาสู่ความรักที่ไร้ทุกข์

“ความรักที่ไร้ทุกข์นั้น ต้องพัฒนาปัญญาเพิ่มขึ้น โดยให้พิจารณาว่าสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมานี่ ต้องแก่ เจ็บ ตาย และต้องพลัดพรากจากกัน เป็นธรรมดา”

คอลัมน์ คำพระ
ป.อ.ปยุตโต

คนไทยใช้ศรัทธามากกว่าปัญญา

945687898989889977456

คนไทยใช้ศรัทธามากกว่าปัญญา

“พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา แต่สังคมไทยไม่ค่อยใช้ปัญญา เราใช้ศรัทธามากเกินไป จนเป็นแหล่งเพาะเชื้ออย่างดีให้กับความงมงาย”

คอลัมน์ คำพระ
ว.วชิรเมธี

พ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ

a789

พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ วัดทุ่งเฟื้อ ตามประวัติ หลวงพ่อจันทร์ ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า เครื่องราง ควายธนู พ่อท่านจันทร์ ถือเป็นควายธนูหนึ่งเดียวของเมืองใต้

ประวัติหลวงพ่อจันทร์ สุเมโธ

เกิดวันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน6ปีชวด ณ บ้านหลาแก้ว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช บิดาชื่อนายเขียว มารดาชื่อนางพุดแก้ว นามสกุล ทองแก้ว หลวงพ่อจันทร์ ท่านเป็นบุตรชายคนโต มีพี่น้อง4คน มีอาชีพทำสวนทำไร่ ตอนเยาว์วัยได้ศึกษาในสำนักของ พระครูสังฆรักษ์ วัดหลาแก้ว ได้ศึกษาอักขระสมัยและวิชาอาคมต่างๆ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็ศึกษาพุทธาเวทจากตำราต่างๆ มีวิชาอาคมพอตัวเลยทีเดียว นักเลงหัวไม้ต่างกลัวท่าน เนื่องจากท่านหนังเหนียวยิ่งนัก เมื่ออายุครบ 20ปี ก็ได้อุปสมบทที่วัดศาลาแก้ว มีพระครูพนังศรีวิสุทธิพุทธิภักดี เป็นพระอุปัชฌาย์ อาจารย์เห้ง วัดศาลามีแก้ว เป็นพระกรรมาวาจารย์ หลวงพ่อจันทร์ ได้ฉายาว่า “สุเมโธ”

อักขระปรากฏแก่ พ่อท่านจันทร์

คราวหนึ่ง พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ ท่านเดินทางธุดงค์อยู่ในป่าช้าจังหวัดพัทลุงขณะที่ท่านเข้าพักแขวนกลดไว้กับกิ่งไม้ในป่าช้าวัดแห่งหนึ่งบริเวณใกล้ริมคลองป่าเรียบร้อยแล้ว “หลวงพ่อจันทร์”ท่านก็เดินจงกลมคลายความเหน็ดเหนื่อยพอสมควรแล้ว ท่านก็นั่งสมาธิภาวนาในกลด เพราะเป็นช่วงพลบค่ำพอดี

ความอัศจรรย์เกิดขึ้นแก่จิต

ขณะที่นั่งสมาธิจนจิตค่อยสงบลงแล้วสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แจ่มใสมาก “หลวงพ่อจันทร์”ท่านได้เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังภายหลังว่าจิตสงบดีแล้วเหตุการณ์การอันอัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นอักขระแบบภาษาขอมลอยขึ้นเด่นชัด จากริมแม่น้ำลำป่า ไปอยู่ในท่ามกลางอากาศก็ได้กำหนดอักขระเหล่านั้นมาพิจารณา แล้วทำอุบายเพ่งเป็นกสิณ โดยอาศัยอักขระโบราณที่ปรากฏมาเป็นนิมิตรหมายแห่งการบำเพ็ญเพ่งเป็นองค์กสิณยิ่งนานวัน ความสงบยิ่งแนบแน่นตามลำดับ

พยัคฆามาเยี่ยม

เมื่อความมืดมาปกคลุมไปทั่วลุ่มน้ำลำป่า จังหวัดพัทลุง บริเวณภายนอกกลดอากาศเย็นเป็นพิเศษ ขณะ”พ่อท่านจันทร์”และหมู่คณะของท่านนั่งกำหนดจิตอยู่ ทันใดนั้นความเงียบก็ถูกทำลายด้วยอำนาจเสือโคร่งตัวโต เสียงร้องของมันขู่ข่มขวัญ ทุกคนที่ได้ยิน มันเดินไปวนมาข้างๆกลดเพราะได้กลิ่นมนุษย์ พระธุดงค์ดังกล่าวได้ปฏิบัติตามคำเตือนให้อยู่ในความสงบ นั่งปฏิบัติกันโดยปกติ เสือเหมือนมาทดสอบจิตใจเมื่อพระธุดงค์ทุดท่านมีมานะอดทนที่แน่วแน่ พร้อมทั้งแผ่เมตตาไปยังเสือตัวนั้นในที่สุดเสือโคร่งก็สิ้นความพยายามผละหายกลับไปในป่าลึก

หลวงพ่อจันทร์ พบดินแดนสงบ

จากการเดินธุดงค์ไปทั่วทั้ง 14จังหวัดภาคใต้ ต่อมาในปี พ.ศ.2491 พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ ท่านได้จำพรรษาที่ วัดทุ่งเฟื้อ เพราะเล็งเห็นว่าเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนาสมาธิเป็นอย่างยิ่ง จากอดีต วัดทุ่งเฟื้อ ที่เคยมีสภาพทรุดโทรม ก็ได้รับการพัฒนาเปิดป่า เปลี่ยนเป็นศาลาโรงธรรม หอระฆัง พระอุโบสถและกุฏิสงฆ์ขึ้นมาตามลำดับ ต่อมา พ่อท่านจันทร์ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดทุ่งเฟื้อ อย่างสมบูรณ์ พระสงฆ์ต่างจังหวัดและชาวบ้านต่างมาฝากตัวเป็นศิษย์ท่านเป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาตำราพิชัยสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องวิชาคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด แต่งคนเลิศดีนักแลฯ ถือเป็นวิชาสุดยอดทั้งนั้นและ หลวงพ่อจันทร์ ก็เคยเดินทางไปศึกษาวิชากับ อาจารย์เอียดดำ วัดในเขียว อีกด้วย

พุทธคุณพระเครื่อง “พ่อท่านจันทร์”

ในเรื่องอิทธิมงคลวัตถุของพ่อท่านจันทร์ นั้นมีอานุภาพดีเด่นในทางพุทธคุณสูง อานุภาพสูงส่งจากประสบการณ์ผู้นำติดตัวไปใช้ก็มีมากมาย จึงเป็นที่หวงแหนของผู้ที่ครอบครองไว้ สำหรับความรู้สึกของศิษยานุศิษย์ที่ได้เรียนวิชาคงกระพัน วิชาชาตรี วิชาแคล้วคลาด วิชามหาอุด วิชาแต่งคน และรับมอบอิทธิวัตถุมงคลของหลวงพ่อจันทร์ พูดได้ว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว

หลวงพ่อจันทร์ มรณภาพตามกำหนด

กฎแห่งไตรลักษณ์มีอย่างไรความจริงก็ย่อมปรากฏเช่นนั้น หลวงพ่อจันทร์ ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติจนเกิดฌานจนแก่กล้า สามารถรู้เหตุการณ์ต่างๆแม้แต่วันตาย ดังบันทึกของคณะศิษย์วัดทุ่งเฟื้อ ทุกๆสาย คืนวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 ท่านเข้าสมาธิภาวนาตั้งแต่หัวค่ำด้วยอิริยาบถอันสงบ แม้อาการป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดท่านก็ไม่ ทอดธุระเรื่องภาวนา ตลอดคืนจนได้เวลา 05.00น. อันเป็น เวลาใกล้สว่าง หลวงพ่อจันทร์ ท่านได้ให้บรรดาศิษย์ช่วยกันพยุงกายท่านให้ลุกขึ้น เพราะท่านนั่งสมาธิมาตั้งแต่หัวค่ำ เรี่ยวแรงก็น้อยลง เมื่อพระสมุห์พิงค์ ขึ้นแล้ว ท่านได้เปลี่ยน สบง จีวร สังฆาฏิ ใหม่หมดเสร็จแล้วท่านได้บอกให้ลูกศิษย์ประคองให้นั่งลงทำสมาธิต่อไปหลังจากฉันอาหารเช้าแล้ว หลวงพ่อจันทร์ท่านก็หลับตาลง และได้สั่งให้พระสมุห์พิงค์ ผู้เป็นศิษย์จุดเทียนไว้เบื้องหน้าหนึ่งเล่ม พร้อมทั้งไม่ให้ใครมาส่งเสียงบริเวณนั้นจะทำสมาธิครั้งสุดท้ายหลังจากกล่าวแก่ศิษย์ทุกคนแล้ว หลวงพ่อจันทร์ ท่านก็หลับตาลงเป็นครั้งสุดท้ายกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิ เป็นลำดับเวลา 08.30น.บรรดาลูกศิษย์ ที่เฝ้าดูอาการของ พ่อท่านจันทร์ เห็นผิดสังเกต เพราะศีรษะของท่านโน้นเอียงลงมาเล็กน้อย ซึ่งปกติท่านจะนั่งตัวตรงไม่ไหวติง ศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านย่อมรู้ดี จึงทราบว่า พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ วัดทุ่งเฟื้อ ท่านได้มรณภาพแล้ว วันที่ 10 พฤศจิกายน 2532

ชาวบ้านที่ศรัทธา หลวงพ่อจันทร์

ร่างกายไม่เน่าเปื่อย

การนั่งมรณภาพของ หลวงพ่อจันทร์ เมื่อวันที่10 พฤศจิกายน 2532 ได้ลือกระฉ่อนไปทั่วสารทิศเมืองนครศรีธรรมราช สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย สังขารของท่านแข็งดุจหินแม้เวลาล่วงเลยมาหลายปี

หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

7999988899

หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

หลวงพ่อมุ่ย เป็นที่เคารพของลูกศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซียสิงคโปร์ และฮ่องกง ท่านเปรียบเสมือน “อริยสงฆ์แห่งแดนทักษิณ” ใครที่เคยไปกราบสักการะท่านจะรู้ว่า ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ถวายเงินทองท่านจะไม่รับอย่างเด็ดขาด

รูปหลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

ประวัติหลวงพ่อมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ หรือ “พระครูนิโครธจรรยานุยุต แห่งวัดป่าระกำเหนือ”

นามเดิมของท่านชื่อมุ่ย ทองอุ่น บิดาชื่อ นายทองเสน ทองอุ่น มารดาชื่อ นางคงแก้ว ทองอุ่น ท่านเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๔ เมษายน 2442 ณ บ้านป่าระกำ หมู่ที่ 6 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน หลวงพ่อมุ่ยเป็นบุตรคนที่สองของตระกูล ทองอุ่น

พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)

หลวงพ่อมุ่ย ได้บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2462 ณ วัดป่าระกำเหนือ อำเภอปากพนัง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูนิโครธจรรยานุยุต เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๘ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าระกำเหนือและเจ้าคณะตำบลป่าระกำ ในปีเดียวกัน

วัดป่าระกำเหนือ

หลวงพ่อมุ่ย ได้ไปศึกษาด้านวิปัสสนาธุระกับอาจารย์จืด และอาจารย์ศักดิ์ วัดถ้ำเขาพลู อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และได้ออกธุดงค์วัตรในป่าลึกแถบจังหวัดชุมพรประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี เป็นเวลาหลายปี ร่วมกับหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพระสหธรรมิก ที่รักใคร่นับถือกันมาก

หลวงพ่อมุ่ย เป็นพระวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นเลิศ นอกจากนั้นยังมีความรู้ด้านต่าง ๆ อีกมาก เป็นหมอยาสมุนไพร เป็นผู้รู้เวทมนต์คาถา เป็นพระนักเทศน์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

หลวงพ่อมุ่ย นับเป็นพระเถระที่มากด้วยเมตตาบารมีล้ำเลิศของภาคใต้ ที่ประพฤติพรหมจรรย์ มั่นคงยาวนานปี ศีลาจารวัตรเรียบร้อย เป็นที่เคารพนับถือของญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ ตลอดจนบุคคลทั่วไป

นับเป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ทรงคุณธรรม อย่างสูงส่ง มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนทุกระดับชั้น เพราะเหตุนี้เองชาวบ้านจึงขนานนามให้ท่านเปรียบเสมือน “อริยสงฆ์แห่งแดนทักษิณ” อย่างแท้จริง

หลวงพ่อมุ่ย ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมากในพระธรรมวินัยมาก หลวงพ่อมุ่ยท่านจะไม่จับต้องเงินทอง และไม่สะสมสมบัติของมีค่า ในกุฏิของท่านจึงไม่มีของมีค่าอะไรเลย ใครถวายอะไรให้ท่าน หากมีคนอื่นมาขอต่อท่านก็จะยกให้ทันทีโดยไม่มีความเสียดายอะไรทั้งสิ้น หลวงพ่อมุ่ย ท่านฉันเอกา (มื้อเดียวใน ๑ วัน) หลวงพ่อมุ่ย ท่านจำพรรษาอยู่หลายวัด แต่วัดที่ส่วนใหญ่ผู้คนรู้จักกันคือ วัดป่าระกำเหนือ และ วัดบางบูชา เนื่องจากท่านได้สร้างพระเครื่องจนเป็นที่โด่งดังและหลายๆคนต้องการคือ พระปิดตาน้ำนมควาย พระปิดตาพ่อท่านมุ่ย จะสร้างทั้งวัดบางบูชาและวัดป่าระกำเหนือ

รูปหลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

หลวงพ่อมุ่ย เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ในพิธีพุทธาภิเษก จตุคามรามเทพ รุ่นแรก ปี ๒๕๓๐ พระเครื่องและวัตถุมงคลของพ่อท่านมุ่ย แต่ละชนิดแต่ละรุ่น เช่นพระปิดตา พระพิมพ์ประทานพร ลูกอม หลวงพ่อจะปลุกเสกเดี่ยว ทั้งนั้น ตามหลักของพระเกจิสายใต้สมัยก่อน คือบินเดี่ยว ไม่มั่นใจไม่สร้าง เพราะมั่นใจในวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างมั่นใจ และได้ปลุกเสกอยู่นานเป็นปีหรือหลายปี จึงจะมอบให้คนนำไปบูชา เพราะท่านทำด้วยใจรักและศรัทธามั่น ก่อนนำวัตถุมงคลไปใช้ พ่อท่านท้าให้นำไปลองก่อน ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ยอมให้ใครเอาไปใช้

หลวงพ่อมุ่ยได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๔ นาฬิกา ๔๖ นาที สิริอายุได้ ๙๓ ปี ๑ เดือน ๑๘ วัน และจำนวน ๗๓ พรรษา

คำแนะนำในการเลี้ยงกุมารทอง

799

การพูดคุยกับกุมารทองที่ตนเลี้ยงนั้น เป็นสิ่งที่ดีมาก คิดเสียว่าเหมือน ลูกของเราคนหนึ่ง ที่ต้องการเฝ้าดูแลเลี้ยงดูและเอาใจใส่ เปรียบเป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีตัวตนโดยท่องดังนี้
(บอกทุกวันจะดูมาก)

“เจ้ากุมารทองที่รัก (ทั้งหลาย) เจ้าเป็นหนึ่งแห่ง มหาภูติ
มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่นัก สามารถโปเที่ยวใดในทุกทิศ
ไปได้ในทุกสถานที่ ไปได้ในทุกบ้านเรือน
เจ้า (พวกเจ้า) ไปสู่จิตคนได้
เจ้า (พวกเจ้า) ท่องเที่ยวไปด้วยเดช
เจ้า (พวกเจ้า) มีฤทธิ์ มีเดชด้วยอนุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย
ครูบา-อาจารย์
เจ้า (พวกเจ้า) นำโชค เจ้า (พวกเจ้า) นำลาภ มาเพิ่มให้พ่อ/แม่ทุกวัน
เจ้า (พวกเจ้า) คุ้มครองบ้าน เจ้า (พวกเจ้า) เฝ้าทรัพย์สิน
เจ้า (พวกเจ้า) นำเงิน นำทอง (พวกเจ้า) เข้าบ้านทุกวัน

ขอเจ้า (พวกเจ้า) จงเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อ/แม่
คุ้มครองพ่อ/แม่ ช่วยกันทำมาหากิน ช่วยกันค้าขาย
ให้เงินทองไหลมาเทมา

ไปไหนไปด้วยกัน กลับให้กลับด้วยกัน ไม่ต้องรอเรียก รอบอก
กินให้กินด้วยกัน กินพร้อมกันกับพ่อ/แม่ ไม่ต้องรอเรียก รออนุญาต
ขอให้เจ้า (พวกเจ้า) จงมีความสุข พร้อมด้วยพลังบารมี สาธุ”

เลี้ยงกุมารทอง จะกินบุญที่สั่งสมมาของเรา จริงหรือไม่

เขาว่ากันว่า ถ้าเลี้ยงกุมารทองมากก็จะกินบุญเรามาก บุญที่สั่งสมมาของเรา จะไม่เหลือจริงหรือไม่

788

เลี้ยงกุมารทองแล้วจะกินบุญเราไหม สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือเพิ่งเริ่มเลี้ยงคงสงลัย ผมขอตอบตรงนี้เลยว่า ปกติแล้วกุมารทองที่เราเลี้ยงนั้น เขาจะพึ่งทั้งบุญเราและบุญเขา ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป อย่างเช่น ถ้าเราใช้ งานเขาบ่อย ๆ แต่ไม่ทำบุญให้เขา ก็เหมือนกับรถที่เติมน้ำมันเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วขับอย่างเดียวไม่เติม ไม่สนใจ แล้วคิดว่าโอกาสที่น้ำมันจะหมดน่ะ…มีไหม โอกาสที่เราต้องลงมาเข็นเอง เหนื่อยเองน่ะ…มีไหม

จริงๆ แล้วกุมารทองที่เราเลี้ยงไม่ได้จะมากินบุญของเรา แต่เขาอาจจะตัดบุญของเราแทน (กุมารทองอาจไม่พอใจ) โดยการให้เราเข้าไปไม่ถึงบุญ ทำอะไรก็ติดขัด จากแทนที่ว่าเขาจะมาคอยช่วยสร้างบารมีให้เรา กลายเป็นว่า มาขัดขวางเส้นทางบุญของเราเสียงอย่างนั้น ดังเช่น จากที่เราเคยค้าขายดีๆ ลูกค้าเยอะเงินทองไหลมาเทมา ตอนนี้กลับกลายเป็นทำอะไรติดขัดไปเสียหมด หากินไม่ขึ้นเป็นทองหดหายโชคลาภไม่เกิด อาจเป็นเพราะเหตุนี้ หลายคนเลยคิดไปเองกุมารทองมากินบุญของเรา

เรื่องของบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของคู่กัน เหมือนความเชื่อและความศรัทธาที่มักมาพร้อมกับสิ่งที่เรานับถือ กุมารทองก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแขนงที่ หากผู้ใดนำมาบูชาแล้วก็ควรที่จะให้ความสำคัญมากๆ อย่างที่ทราบ หลายท่านเลี้ยงกุมารทองไว้ใช้งาน เช่น ดูแลบ้าน ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เรียกลูกค้า อำนวยอวยผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เมื่อเราไหว้วาน หรือว่าใช้งาน กุมารทองแล้ว เราก็ต้องตอบแทนให้เขาอย่างคุ้มค่าเช่นกัน

การทำบุญให้กับกุมารทองลูกรัก

การทำบุญให้กับกุมารทองที่เราได้เลี้ยงไว้นั้น ก็เหมือนกับการทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับที่เรานับถือทั่วไป เช่น การสวดมนต์ ภาวนา ทำทาน ใส่บาตร การนั่งสมาธิ การทำความดีช่วยเหลือสังคม เป็นต้น

4747

การสวดมนต์ ภาวนา

เป็นการระลึกถึงคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บทสวด บางบทจะมีเหล่า เทพเทวดามาอนุโมทนาบุญด้วย ทำให้บุญที่ได้รับทวีมากขึ้น ทุกครั้งที่สวดให้ตั้งจิตให้ดี แน่วแน่ เพื่อกุศลที่เราทำจะได้ส่งโปถึงเจ้ากุมารน้อย ที่เราได้เลี้ยงดูไว้ด้วย
การทำทาน ใส่บาตร ถวายอาหาร ของใช้ หลอดไฟ ฯลฯ การทำบุญตักบาตร เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จักและปฏิบัติ มากกว่าการทำบุญประเภทอื่นๆ การใส่บาตรนั้น ยังถือว่าเป็นการทำบุญประจำ วันของชาวพุทธ และชาวพุทธไทยเชื่อว่า การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์ เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น เปรตวิสัย ให้ได้รับส่วนบุญ การทำบุญใส่บาตรด้วยจิตที่บริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่กุมารทองจะได้รับบุญกุศลได้ดี

การนั่งสมาธิ เจริญสติ

การนั่งสมาธิด้วยจิตที่แน่วแน่และตั้งมั่น เป็นการสร้างบุญที่ง่ายที่สุด และสิ่งสำคัญของการนั่งสมาธิคือ การรู้ลึกระลึกถึงสิ่งที่เคยทำมา ทั้งดี และ ไม่ดี พุท…โธ… กำหนดลมหายใจเข้าออก และเมื่อนั่งสมาธิเรียบร้อย ก็แผ่เมตตา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร และกุมารทองที่เราเลี้ยง
ทุกครั้งที่เราทำบุญไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ เพียงแค่เรานึกถึง เขาทุกครั้งที่ทำบุญ หรือการนั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตา ทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่ว่า จะเป็นทานบารมี ภาวนาสมาธิ เขาก็จะได้รับบุญตามที่เราตั้งจิต ตั้งใจเช่นกัน