ขยะที่อยู่ในใจ

678654657

ทำไมบางคนถึงทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ไม่ปลอดโปร่งอยู่เสมอ

คำตอบง่ายมาก เพราะเขาแบกความคิดและความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ ไม่ปลดปล่อย ไม่ปรับเปลี่ยน จนกระทั่งมันกลายเป็นขยะหรือคราบสกปรกเกาะติดหัวใจ เวลามีอะไรมากระทบหรือสัมผัสความรู้สึก ก็จะมีคราบเปื้อนเหล่านี้เข้าไปเจือปน ความสดใสที่ควรจะมี จึงมีได้ไม่เต็มที่

ทำไมเราจึงปล่อยให้ใจเป็น “ถังขยะ” ล่ะ น่าคิดทีเดียว…

คำตอบก็คือ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอก ว่าเราแอบทิ้งขยะลงไปในใจของเราเอง หรือมีใครทิ้งขยะลงมาในหัวใจเราบ้าง ถ้าเราไม่หมั่นสำรวจ บางทีเราอาจมีขยะรกเรื้อในหัวใจอยู่มากมายเลยก็ได้

อะไรบ้าง ที่เป็นขยะหัวใจ

๑. ความไม่พอใจ

มีหลายเรื่องเลยนะ ในชีวิต ที่เราไม่พึงพอใจ ถ้าจะแบ่งให้กว้างที่สุดเพื่อให้เห็นภาพ สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจมีอยู่ ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือไม่พอใจคนอื่น กับไม่พอใจตัวเอง

ไม่พอใจคนอื่นเกิดได้มากกว่าความไม่พอใจในตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน ย่อมรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ย่อมโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเอง ย่อมเห็นความผิดของคนอื่นได้ก่อน และเห็นได้ชัดกว่าความผิดของตัวเอง

ยกเว้นในรายที่สภาพจิตใจไม่ปกติ คือเป็นโรคโทษตัวเอง อย่างนั้นอยู่ในข่าย “ป่วย” อย่างชัดเจน ต้องได้รับการบำบัดรักษาจึงจะหาย

ขณะเดียวกันเราต่างก็รู้ว่าในโลกใบนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีเกิน มีขาด จนกว่าจะค่อยๆปรับปรุงพัฒนาให้มีความพอดีได้ จึงจะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ฉะนั้น เราควรมองด้านดีของกันและกันให้มากกว่าด้านที่บกพร่อง แต่ไม่ใช่ไม่เห็นความบกพร่องของกันและกัน เพียงแต่เลือกที่จะไม่หยิบมันขึ้นมาย้ำ ขึ้นมาซ้ำ หรือมาทำให้ตัวเองดูดีกว่าหรือมีดีกว่า

ถ้าเราเริ่มจากมองด้านดีของกันและกันแล้ว ความพึงพอใจและความนับถือในกันและกันก็จะเกิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์กว่าการจับผิดกัน แล้วนำไปสู่ความไม่พอใจ

๒. ความผิดหวัง

ความหวังควรจะเป็น “ดอกไม้” มากกว่า “ขยะ”

แต่ที่มันต้องกลายเป็นขยะ ก็เพราะเรื่องหลายเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่ควรหวัง เนื่องจากเป็นแค่ความหวังลมๆแล้งๆ หวังเกินจริง หวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยาก

สองสิ่งที่ไม่ควรตั้งความหวังไว้สูงนัก คือหวังว่าเรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคนในอดีตจะย้อนกลับมา กับหวังว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เราวาดหวังเสียทุกประการ

อดีตเป็นสิ่งที่ยากจะเรียกหาให้ย้อนกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม ดีที่สุดคือใช้อดีตเป็นบทเรียน ให้สติ ให้เราเรียนรู้ทั้งโอกาสและความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้วันนี้และวันข้างหน้า ดีกว่าอดีตที่เคยเป็น

ส่วนอนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถบังคับบงการให้เป็นไปตามความหวังของเราได้เสียทั้งหมด แต่พอจะคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร

กระนั้นก็ตาม หากไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ ก็อย่าได้ทุกข์ร้อนเสียใจ และปล่อยความคาดหวังบนความไม่แน่นอนแบบนี้ให้เป็นขยะรกอารมณ์

๓. ความอิจฉาริษยา

ขยะอย่างหนึ่งที่รกใจคนที่สุด ก็คือความอิจฉาริษยาคนอื่น โดยไม่ทันเฉลียวใจว่า ทุกครั้งที่เราอิจฉาริษยาใครก็ตาม ความนับถือตัวเองของเราก็เสื่อมถอยลงไปด้วย เพราะการจะรู้สึกอิจฉาหรือริษยาใครนั้น ย่อมมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกว่าเขาดีหรือได้ดีกว่าเรา เราจึงอิจฉาเขาเป็นพัลวัน

จงหยุดอิจฉา แล้วมองให้เห็นว่า การที่คนอื่นได้ดีหรือมีดีกว่าเรานั้น เป็นสิ่งที่น่ายินดี ควรยินดีกับเขา และปรับเปลี่ยนโน้มน้าวตัวเองให้ทวีความดีดั่งที่เขามีจนเราอิจฉา

หลายครั้งเราคิดไปเอง ว่ามีคนที่มีเงินมากกว่าเรา มีชื่อเสียงมากกว่าเรา มีโอกาสดีๆมากกว่าเรานั้น น่าอิจฉา เพราะคิดเอาว่าเขาคงจะมีความสุข โปรดรู้ว่าสิ่งนี้ไม่แน่นอนเสมอไป เพราะความสุขเป็นเรื่องของความพึงพอใจในชีวิตของตนเอง

เงินทองไม่ใช่เครื่องวัด ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือตำแหน่งหน้าที่ก็ไม่ใช่เครื่องวัด เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีดี และมีสุขในตัวเองอย่างเสมอหน้ากัน แต่ความสุขนั้น อยู่ที่ขีดของความพึงพอใจ ซึ่งทุกคนควรจะตั้งไว้ให้พอเหมาะพอดีกับตัวเอง

๔. ความยึดมั่นถือมั่น

ขยะที่เพิ่มพูนความรกเรื้อรุงรังให้ใจได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งคือ ความยึดมั่นถือมั่น คิดว่านั่นก็คนของฉัน นี่ก็บ้านของฉัน รถของฉัน คนรักของฉัน ตำแหน่งของฉัน ฯลฯ จนไม่สามารถปล่อยวาง “สิ่งนอกตัว” เหล่านั้นลงได้

ส่วนใหญ่จะพบว่า จิตจะปรุงแต่งไปเอง ว่าสิ่งนี้ฉันรัก สิ่งนี้ฉันเป็นเจ้าของ ใครก็เอาไปจากฉันไม่ได้ พอไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ผูกพันหน่วงเหนี่ยว ยังคงเสียดาย เสียใจ และปรุงแต่งจิตเพิ่มเข้าไปว่าฉันนี้แสนทุกข์ระทม

ลองยอมรับความจริงดูบ้างไหม ว่าอะไรไนโลกนี้ก็ไม่ใช่ของเราอย่างถาวรทั้งสิ้น แม้กระทั่งร่างกายของเรานี้ แท้ก็เป็นแค่ของยืมมา ใช้ได้ชาตินี้ชาติเดียว เดี๋ยวก็เสื่อม ก็แก่ ก็ป่วย ก็ตาย ต้องคืนร่างกายสังขารนี้สู่สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ เน่าเปื่อยผุพังไป สิ้นความสวยความหล่อ ตลอดจนลาภ ยศ สรรเสริญทั้งปวง

๕. ความกลัว

ใจหลายคนรุงรังไปด้วยความกลัว กลัวเขาจะไม่รัก กลัวเงินจะหมด กลัวฝนจะตก กลัวนายจ้างจะเลิกจ้าง กลัวเพื่อนร่วมงานจะได้ดีกว่า กลัวไม่ก้าวหน้า ไม่ได้โบนัส ฯลฯ

กลัวไปทำไม เรื่องบางเรื่องเราตัดสินเองไม่ได้ อยู่นอกเหนือจากการควบคุม ซึ่งกลัวไปก็เท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยสักนิด บางเรื่องแทบไม่มีวันมาถึงชีวิต ก็กลัวล่วงหน้า กลัวจนประสาทเสีย

บางคนกลัวอดีตของตนจะถูกขุดคุ้ย กลัวความลับแตก เช่นนี้ก็ควรจะระมัดระวังทุกสิ่งที่จะกระทำ ทำให้ถูก ทำให้ดี ย่อมไม่มีใครขุดคุ้ย โจมตี หรือตรวจสอบให้ได้อาย

จงพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกคนและทุกสิ่งในชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งต้องเริ่มจากการทำแต่สิ่งที่ดี โปร่งใส ไม่เป็นแผลติดตัวที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น และจงขจัดความกลัวออกไปจากใจ เพื่อให้เกิดความั่นใจที่จะใช้ชีวิตของเราให้สมศักดิ์ศรี เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้ชีวิตนี้ดีกว่าเดิม

๖. ความอยาก

นับเป็นขยะที่สร้างรอยเปื้อนรอยหม่นให้แก่ใจคนได้อย่างดีเยี่ยม คนเราช่างมีความอยากมากเกินจะตอบสนองได้ อยากกิน อยากได้ อยากมี อยากรู้อยากเห็น อยากสวย อยากครอบครอง อยากเป็นเจ้าของ อยากรวย อยากชนะ อยากผอม อยากหิ้วแบรนด์เนม อยากเป็นดารา อยากเป็นนักร้อง อยากมีสามี อยากมีภรรยา ฯลฯ

ลดความอยากลงมาเสียบ้าง แล้วอิ่มเอมใจกับสิ่งที่มีอยู่ให้หมดเสียก่อน อิ่มเอมใจที่มีสามีภรรยาคนนี้ อิ่มเอมใจที่มีลูกที่ดีที่น่ารัก อิ่มเอมใจที่มีบ้าน ห้อง หรือแม้กระทั่งกระท่อมโกโรโกโส เพราะมันเป็นของเรา เป็นของเราจริงๆ เป็นสิ่งที่อยู่กับเรา ให้กับเรามาโดยตลอด ความอยากชักพาให้ใจเร่าร้อน ดิ้นรน ไม่พึงพอใจในตน และอิจฉาริษยาคนอืความอยากชักนำให้เกิดความฝันเฟื่อง คิดแต่เรื่องที่ไม่ง่ายที่จะเกิด แล้ววิ่งไล่ล่าจนเหนื่อย หมดแรง แล้วก็นอนทุกข์ใจ

จง “อยาก” ให้พอดีกับกำลังกาย กำลังทุน และกำลังสติปัญญาของตัวเอง อย่าอยากจนเกินกำลัง เพราะจะทำให้สิ้นกำลังได้ง่าย แล้วกลายเป็นคนพ่ายแพ้ อ่อนแอ หมดสิ้นความทะเยอทะยานอยากในชีวิต

ความทะเยอทะยานอยากเหมือนรถ แต่ใจเราคือคนขับ รถแล่นด้วยความเร็วกำลังดี เราก็ได้ประโยชน์ จอดอยู่เฉยๆ ก็นิ่งอยู่กับที่ แต่หากแล่นฉิวจนเกินควบคุม ก็อันตรายกับชีวิต ฉะนั้น ใจต้องเป็นนายของความทะเยอทะยานอยากโดยควบคุมได้

ทำอย่างไรให้ใจสะอาด

เริ่มจากปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง อย่ายึดติดยึดถือให้มากนัก แล้วอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่อยู่กับเรา เป็นของเรา ย่อมอยู่กับปัจจุบันของเราด้วย นั่นคือสิ่งจริงแท้แน่นอน

การปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง เท่ากับการเทขยะทิ้ง

การอยู่กับปัจจุบัน เท่ากับการปิดฝาถังขยะ ไม่เปิดรับขยะใหม่ ให้ใจต้องสกปรกรกรุงรังอีก เพื่อมีเวลาทำความสะอาดหัวใจให้ผ่องใส เบิกบาน

ใจ…แท้จริงผ่องใสด้วยตัวของมันเอง แต่คนที่เป็นเจ้าของหัวใจต่างหาก ที่ชักนำสิ่งต่างๆ มาปะพอก จนใจนั้นหมดสภาพ

ฟื้นหัวใจให้กลับไปผ่องใสดังเดิมกันเถิด ปัดฝุ่นและคราบเขม่าทั้งหลาย แล้วเปิดทางให้หัวใจได้หายใจ เต้น และรู้สึกด้วยตัวของมันเอง

อย่าไปบงการหัวใจมาก…เพราะแทนที่จะเป็น “หัวใจ” มันจะกลายเป็น “ถังขยะ” แทน

ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

78451255

กรรม แปลว่า กระทำทางกาย มียืนเดินนั่งนอน เป็นต้น กระทำทางวาจา คือเปล่งคำพูด กระทำทางใจ คือการนึกคิด

คำว่า กรรม เป็นคำกลางๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว ถ้าเป็นไปในฝ่ายดี ถูก ควร เรียกว่า กุศล บุญ สุจริต ถ้าเป็นไปในฝ่ายชั่ว ผิด ไม่ควร เรียกว่า อกุศล บาป ทุจริต

คำว่า ถูก ดี ควรนั้น หมายถึง กิริยาที่ทำ คำที่พูด เรื่องที่คิด อันเป็นไปเพื่อความเป็นประโยชน์ เป็นความสุข ความเจริญแก่ตนและบุคคลอื่น

คำว่า ชั่ว ผิด ไม่ควรนั้น หมายถึง กิริยาที่ทำ คำที่พูด เรื่องที่คิด อันเป็นไปเพื่อความไร้ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความเสื่อมแก่ตนและบุคคลอื่น

กรรม เมื่อกล่าวโดยกรรมบถ มี 10 อย่าง แบ่งเป็น กายกรรม 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดทางกาม วจีกรรม 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ มโนกรรม 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ที่กล่าวมาแล้วนี้เป็นฝ่ายดี ที่เป็นไปโดยตรงกันข้ามจากนี้ เป็นฝ่ายชั่ว

กรรมทั้ง 3 ประการนี้ เป็นเหตุเป็นผลของกัน คือ ก่อนที่จะทำและก่อนจะพูด จิตหรือใจต้องสั่งก่อน ถ้าทำหรือพูดโดยที่จิตไม่ได้สั่ง การทำหรือการพูดนั้น ยังไม่จัดเป็นกรรม เช่นคนนอนหลับละเมอ ทำหรือพูดอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นต้น ยังไม่จัดเป็นกรรม คนวิกลจริตกระทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ตุลาการหรือศาลย่อมไม่ปรับเอาเป็นผิด เพราะเหตุที่จิตใจของคนวิกลจริต ผิดปกติธรรมดา

เจตนาในการทำและการพูดปราศจากเหตุผลหรือทำและพูดไปโดยที่ไม่มีเจตนาหรือความจงใจ

กรรมดี กรรมชั่ว ย่อมให้ผลแก่ผู้กระทำอย่างแน่นอน คือกรรมดี ได้แก่ ทำพูดคิดดี ย่อมส่งผลให้ผู้ทำกรรมนั้นมีความสุข มีความเจริญ ไม่ต้องเดือดร้อน

ส่วนกรรมชั่ว ได้แก่ ทำพูดคิดชั่ว ย่อมส่งผลให้ผู้กระทำชั่วนั้น มีความทุกข์ ประสบความเสื่อม มีความเดือดร้อนใจ

เมื่อบุคคลใดกระทำกรรมดีและกรรมชั่วอันเป็นเหตุไว้แล้ว บุคคลนั้นจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน คือทำกรรมดีไว้ จะต้องได้รับผลดี ทำกรรมชั่วไว้ จะต้องได้รับผลชั่ว เหมือนปลูกพืชชนิดใดไว้ จะต้องได้รับผลเป็นพืชชนิดนั้นอย่างแน่นอน เช่น ปลูกมะม่วง จะต้องได้รับผลเป็นมะม่วง จะได้รับผลเป็นทุเรียนหรืออย่างอื่น เป็นไปไม่ได้

ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่ว

กรรมดี แม้จะให้ผลเป็นความสุข น่าปรารถนา และกรรมชั่วแม้จะให้ผลเป็นความทุกข์ อันไม่น่าปรารถนา ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้ทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว สับสนปะปนกันอยู่ร่ำไป มิใช่มีแต่ผู้ที่กระทำกรรมดีโดยส่วนเดียว หรือมีแต่ผู้ที่กระทำกรรมชั่วโดยส่วนเดียว เข้าหลักที่ว่า ดีไม่ทั่ว ชั่วไม่หมด ทั้งนี้ก็เพราะคนดีทำกรรมดีได้ง่าย ทำกรรมชั่วได้ยาก คนชั่วทำกรรมชั่วได้ง่าย ทำกรรมดีได้ยาก

ดังพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า กรรมดี อันคนดีทำได้โดยง่าย อันคนชั่วทำได้โดยยาก กรรมชั่วอันคนชั่วทำได้ง่าย อันคนดี ทำได้โดยยาก

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

มีสติไม่ผิดพลาด ผู้มีสติย่อมได้ความสุข

49652166666

ผู้มีสติย่อมมีความเจริญทุกเมื่อ ผู้มีสติย่อมได้ความสุข วันหนึ่งคืนหนึ่งของผู้มีสติเป็นวันคืนที่ดี แต่ผู้มีสติหรือความมีสติยังไม่คุ้มครองตนให้พ้นไปจากเวรภัยได้

ผู้ใดมีใจยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียนผู้อื่นตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน ใจของผู้นั้นมีส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์อยู่เป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรภัยต่อใครๆ

คำว่าสติ คือความระลึกได้ คู่กับคำว่าสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวอยู่เสมอ

สติเป็นไปในกิริยาที่ทำ กิริยาที่พูด กิริยาที่นึกหรือคิด คือก่อนจะทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ระลึกนึกได้ก่อนแล้ว จึงทำ จึงพูด จึงคิด บุคคลผู้ที่ทำผิด พูดผิด คิดผิด ก็เพราะขาดสติ

สติเป็นไปในกิริยาที่จำ คือ กิจการใดที่ได้ทำไว้แล้ว ถ้อยคำใดที่ได้พูดไว้แล้ว เรื่องใดๆ ที่ได้คิดตกลงใจไว้แล้ว แม้ล่วงกาลเวลาช้านาน ก็ระลึกนึกถึงกิจที่ได้ทำ คำที่ได้พูด เรื่องที่ได้คิดไว้นั้นได้ ไม่ลืมเลือน

บุคคลที่ทำแล้ว พูดแล้ว ลืมเสีย ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกับกิจที่จะทำ คำที่จะพูด เรื่องที่จะคิดต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ ก็เพราะขาดสติ

ส่วนสัมปชัญญะ ความรู้ตัวอยู่เสมอนั้น เป็นไปในขณะที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด คือรู้สึกตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำ พูด และคิดอะไรอยู่ กล่าวคือทำ พูด คิดถูกก็รู้ หรือทำ พูด คิดผิดก็รู้

เมื่อรู้ว่ากำลังทำ พูด คิดถูก ก็ให้ทำ พูด คิดอย่างนั้นๆ ต่อไป เมื่อรู้สึกตัวว่ากำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดในทางที่ผิด ก็ให้หยุดเสีย ไม่ให้ทำ พูด คิดอย่างนั้นๆ ต่อไปอีก

ความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าตนมีภาวะเป็นอย่างไร มีหน้าที่ มีกิจที่จะต้องทำอะไรบ้าง ก็ให้ปฏิบัติให้สมกับภาวะและหน้าที่ที่ตนเป็นอยู่และมีอยู่นั้นๆ ไม่บกพร่อง ไม่ผิดพลาด บริบูรณ์ดี เพราะมีสัมปชัญญะควบคุมอยู่

บุคคลที่บกพร่องต่อหน้าที่ มีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งแก่ตนและคนอื่น เพราะขาดสัมปชัญญะ ไม่มีความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอะไรอยู่ จึงทำให้ทำ พูด และคิดไปในทางที่ผิด เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนและคนอื่น สติและสัมปชัญญะนี้จึงมีประโยชน์แก่ทุกคน

สติและสัมปชัญญะทั้ง 2 ประการ เรียกว่าธรรมมีอุปการะมาก คือ ผู้ที่มีใจอันสติสัมปชัญญะเข้ากำกับอยู่เสมอแล้ว ย่อมประพฤติกายวาจาในทางที่ถูก ที่ควร ย่อมได้รับผลคือความสุข ความเย็นใจไม่เดือดร้อน สติสัมปชัญญะเป็นธรรมที่มีอุปการะมากแก่คนทุกคน

ผู้มีปัญญาเป็นเลิศ มีการศึกษาดี มีสมรรถภาพในการทำงานดี แต่ถ้ามีปัญญาฟุ้งไป ไม่มีสติเป็นเครื่องยับยั้ง ก็จักเป็นคนฉลาดเกินควร เข้าลักษณะที่ว่าฉลาดแต่ขาดเฉลียว กลายเป็น ผู้ทะนงว่าตนเท่านั้นสามารถ คนอื่นสู้ตนไม่ได้

เมื่อมีความทะนงตนอย่างนี้แล้ว ความผิดพลาดไม่รอบคอบนานาประการก็จะพึงเกิดมีขึ้น อันจะเป็นผลเสียหายแก่ตนและคนอื่น

ถ้าผู้มีปัญญาสามารถดี และมีสติเป็นเครื่องกำกับยับยั้งอยู่ด้วย ก็จักช่วยให้มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่มีความเสื่อม

สติที่เป็นเครื่องระลึก ก่อให้เกิดความนึกคิด ก่อนจะทำ ก่อนจะพูดเป็นเบื้องต้น เป็นเหตุให้รอบคอบ สามารถที่จะประกอบกิจน้อยใหญ่ให้เป็นไปด้วยดี ไม่มีความผิดพลาด

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

ตั้งใจทำ นำให้สำเร็จ

1919789

จิตเป็นนาย-กายเป็นบ่าว เป็นคำที่คุ้นใจชาวพุทธเป็นส่วนมาก ด้วยหลักการในพระพุทธศาสนาก็รับรองชัดเจนว่า อานุภาพแห่งจิตนี้มีมากเพียงไร ทุกสิ่งที่ทำ ทุกคำที่พูดก็ล้วนมีผลมาจากจิตใจที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง

แต่ลักษณะของจิตใจปุถุชนนี้ไม่แน่นอน เพราะโดยปกติจิตใจที่ไม่มีสมาธิจะดิ้นรน กวัดแกว่ง บังคับยาก ห้ามยาก ไม่สามารถจะตั้งอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน มักตกไปในอารมณ์ที่ตนรักใคร่เป็นพื้น

เมื่อลักษณะจิตใจไม่แน่นอน ผลที่มุ่งหวังก็ไม่แน่นอน

มนุษย์ที่หวังความสำเร็จจึงต้องสนใจในเรื่องของการฝึกจิต ทำจิตให้มีสมาธิหรือแน่แน่วในแนวหมาย เหมือนเป็นการปรับโฟกัสของเลนส์กล้องถ่ายรูป หากปรับไม่ถูกเป้าหมายภาพก็จะไม่ชัด ไม่สวย

เหมือนกันกับความฝันของมนุษย์ ถ้าการปรับเลนส์ใจไม่นิ่งพอก็จะเห็นเป้าหมายไม่ชัดเจน ส่งผลต่อการก้าวไปในธรรม คือ ยากแก่การพัฒนาให้ถึงจุดหมายหรือสำเร็จเป็นมรรคผลได้

จิตตะ เป็นหนึ่งในอิทธิบาท 4 แปลเข้าใจง่ายๆ คือ ตั้งใจ จดจ่อ หรือเอาใจใส่ ในสิ่งที่กำลังทำกำลังดำเนินการอยู่

ยกตัวอย่าง เช่น นักเรียนนักศึกษาอยู่ในวัยแสวงวิชาการอันเป็นพื้นฐานสู่การทำงานต่อไป หากไม่เอาใจใส่ คือสักแต่ว่าเรียน วิชาการที่ควรจะได้ ทักษะที่ควรจะมีก็ไม่ได้และไม่มี ส่งให้ผลการเรียนย่ำแย่ และอาจศึกษาไม่จบครบหลักสูตร ไม่ถึงฝั่งฝันแห่งการศึกษา เสียเวลา เสียเงินเปล่าๆ

แต่ในทางตรงกันข้าม หากมีจิตตะ คือเอาใจใส่ จดจ่อ โฟกัสอยู่ในการศึกษาทุกช่วงเวลา ตั้งแต่ก่อนเรียน ขณะเรียน และหลังเรียน สิ่งที่ครูอาจารย์ถ่ายทอดก็ไม่สูญหาย แต่จะสถิตอยู่ในความทรงจำของศิษย์ที่เอาใจใส่ และเป็นความหวังแก่อนุชนคนรุ่นต่อๆ ไป

ในการได้ศึกษาเล่าเรียนจากบรรพชนที่เอาใจใส่ในการศึกษา ความผิดพลาดตกหล่นทางวิชาการก็จะไม่เกิดขึ้น

แต่ที่เกิดขึ้นก็เพราะศิษย์จากรุ่นสู่รุ่นขาดการเอาใจใส่ในการเล่าเรียน แม้ในวงการศึกษาพระปริยัติธรรมก็เช่นเดียวกัน ถ้าขาดการศึกษาอย่างเอาใจใส่ในที่สุดก็ไร้คนสืบทอดสิ่งที่ถูกต้อง และนำไปสู่ความเสื่อมสูญแห่งศาสนาได้เหมือนกัน

ผู้ที่รักจะสร้างเนื้อสร้างตัว ให้มั่นคงเป็นปึกแผ่น นอกจากจะมีความพึงพอใจและเพียรพยายามในวิชาชีพแล้ว ต้องเอาใจใส่ในรายละเอียดด้วย เช่น ความรู้ใหม่ๆ จิตวิทยา และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย จะสามารถปรับตัวได้ ปรับใจเป็น และชัดเจนในเป้าหมายของตนเองจนก้าวไปถึงเส้นชัยได้ โดยอาศัยธรรมะคือ จิตตะ ที่แปลว่า ตั้งใจทำ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

เทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ Honda SENSING

Honda ห่วงใยคุณทุกกระบวนการขับขี่พร้อมนำเสนอความปลอดภัยเพื่อความมั่นใจสูงสุดของผู้ใช้งาน โลกแห่งนวัตกรรมไฮบริดมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง พร้อมหรือยังกับเทคโนโลยีใหม่ใน แอคคอร์ด ไฮบริด ใหม่ ด้วยสมรรถนะการขับเคลื่อนอันทรงพลังของเครื่องยนต์ที่ผสานการทำงานกับมอร์เตอร์ไฟฟ้า สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้ดั่งใจ พร้อมอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดียิ่งขึ้น และให้ความเงียบในการขับขี่ตลอดทุกการเดินทาง พบกับมาตรฐานใหม่ ของเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ล้ำสมัยและทรงประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยี Honda SENSING มิติใหม่ของเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย เพื่อความสะดวกสบายและความมั่นใจในทุกการเดินทางกับ Honda SENSING ที่ผสานการทำงาน ของเรดาห์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน แล้วแจ้งเตือนพรัอมทั้งช่วยควบคุมรถ ในสถานการณ์การขับขี่ ที่มีความเสี่ยงต่อการ เกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตัวผู้ขับ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

112555

พ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ

a789

พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ วัดทุ่งเฟื้อ ตามประวัติ หลวงพ่อจันทร์ ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า เครื่องราง ควายธนู พ่อท่านจันทร์ ถือเป็นควายธนูหนึ่งเดียวของเมืองใต้

ประวัติหลวงพ่อจันทร์ สุเมโธ

เกิดวันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน6ปีชวด ณ บ้านหลาแก้ว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช บิดาชื่อนายเขียว มารดาชื่อนางพุดแก้ว นามสกุล ทองแก้ว หลวงพ่อจันทร์ ท่านเป็นบุตรชายคนโต มีพี่น้อง4คน มีอาชีพทำสวนทำไร่ ตอนเยาว์วัยได้ศึกษาในสำนักของ พระครูสังฆรักษ์ วัดหลาแก้ว ได้ศึกษาอักขระสมัยและวิชาอาคมต่างๆ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็ศึกษาพุทธาเวทจากตำราต่างๆ มีวิชาอาคมพอตัวเลยทีเดียว นักเลงหัวไม้ต่างกลัวท่าน เนื่องจากท่านหนังเหนียวยิ่งนัก เมื่ออายุครบ 20ปี ก็ได้อุปสมบทที่วัดศาลาแก้ว มีพระครูพนังศรีวิสุทธิพุทธิภักดี เป็นพระอุปัชฌาย์ อาจารย์เห้ง วัดศาลามีแก้ว เป็นพระกรรมาวาจารย์ หลวงพ่อจันทร์ ได้ฉายาว่า “สุเมโธ”

อักขระปรากฏแก่ พ่อท่านจันทร์

คราวหนึ่ง พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ ท่านเดินทางธุดงค์อยู่ในป่าช้าจังหวัดพัทลุงขณะที่ท่านเข้าพักแขวนกลดไว้กับกิ่งไม้ในป่าช้าวัดแห่งหนึ่งบริเวณใกล้ริมคลองป่าเรียบร้อยแล้ว “หลวงพ่อจันทร์”ท่านก็เดินจงกลมคลายความเหน็ดเหนื่อยพอสมควรแล้ว ท่านก็นั่งสมาธิภาวนาในกลด เพราะเป็นช่วงพลบค่ำพอดี

ความอัศจรรย์เกิดขึ้นแก่จิต

ขณะที่นั่งสมาธิจนจิตค่อยสงบลงแล้วสติสัมปชัญญะสมบูรณ์แจ่มใสมาก “หลวงพ่อจันทร์”ท่านได้เล่าให้บรรดาศิษย์ฟังภายหลังว่าจิตสงบดีแล้วเหตุการณ์การอันอัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นอักขระแบบภาษาขอมลอยขึ้นเด่นชัด จากริมแม่น้ำลำป่า ไปอยู่ในท่ามกลางอากาศก็ได้กำหนดอักขระเหล่านั้นมาพิจารณา แล้วทำอุบายเพ่งเป็นกสิณ โดยอาศัยอักขระโบราณที่ปรากฏมาเป็นนิมิตรหมายแห่งการบำเพ็ญเพ่งเป็นองค์กสิณยิ่งนานวัน ความสงบยิ่งแนบแน่นตามลำดับ

พยัคฆามาเยี่ยม

เมื่อความมืดมาปกคลุมไปทั่วลุ่มน้ำลำป่า จังหวัดพัทลุง บริเวณภายนอกกลดอากาศเย็นเป็นพิเศษ ขณะ”พ่อท่านจันทร์”และหมู่คณะของท่านนั่งกำหนดจิตอยู่ ทันใดนั้นความเงียบก็ถูกทำลายด้วยอำนาจเสือโคร่งตัวโต เสียงร้องของมันขู่ข่มขวัญ ทุกคนที่ได้ยิน มันเดินไปวนมาข้างๆกลดเพราะได้กลิ่นมนุษย์ พระธุดงค์ดังกล่าวได้ปฏิบัติตามคำเตือนให้อยู่ในความสงบ นั่งปฏิบัติกันโดยปกติ เสือเหมือนมาทดสอบจิตใจเมื่อพระธุดงค์ทุดท่านมีมานะอดทนที่แน่วแน่ พร้อมทั้งแผ่เมตตาไปยังเสือตัวนั้นในที่สุดเสือโคร่งก็สิ้นความพยายามผละหายกลับไปในป่าลึก

หลวงพ่อจันทร์ พบดินแดนสงบ

จากการเดินธุดงค์ไปทั่วทั้ง 14จังหวัดภาคใต้ ต่อมาในปี พ.ศ.2491 พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ ท่านได้จำพรรษาที่ วัดทุ่งเฟื้อ เพราะเล็งเห็นว่าเหมาะแก่การเจริญวิปัสสนาสมาธิเป็นอย่างยิ่ง จากอดีต วัดทุ่งเฟื้อ ที่เคยมีสภาพทรุดโทรม ก็ได้รับการพัฒนาเปิดป่า เปลี่ยนเป็นศาลาโรงธรรม หอระฆัง พระอุโบสถและกุฏิสงฆ์ขึ้นมาตามลำดับ ต่อมา พ่อท่านจันทร์ ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดทุ่งเฟื้อ อย่างสมบูรณ์ พระสงฆ์ต่างจังหวัดและชาวบ้านต่างมาฝากตัวเป็นศิษย์ท่านเป็นจำนวนมาก เพื่อศึกษาตำราพิชัยสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องวิชาคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุด แต่งคนเลิศดีนักแลฯ ถือเป็นวิชาสุดยอดทั้งนั้นและ หลวงพ่อจันทร์ ก็เคยเดินทางไปศึกษาวิชากับ อาจารย์เอียดดำ วัดในเขียว อีกด้วย

พุทธคุณพระเครื่อง “พ่อท่านจันทร์”

ในเรื่องอิทธิมงคลวัตถุของพ่อท่านจันทร์ นั้นมีอานุภาพดีเด่นในทางพุทธคุณสูง อานุภาพสูงส่งจากประสบการณ์ผู้นำติดตัวไปใช้ก็มีมากมาย จึงเป็นที่หวงแหนของผู้ที่ครอบครองไว้ สำหรับความรู้สึกของศิษยานุศิษย์ที่ได้เรียนวิชาคงกระพัน วิชาชาตรี วิชาแคล้วคลาด วิชามหาอุด วิชาแต่งคน และรับมอบอิทธิวัตถุมงคลของหลวงพ่อจันทร์ พูดได้ว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว

หลวงพ่อจันทร์ มรณภาพตามกำหนด

กฎแห่งไตรลักษณ์มีอย่างไรความจริงก็ย่อมปรากฏเช่นนั้น หลวงพ่อจันทร์ ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติจนเกิดฌานจนแก่กล้า สามารถรู้เหตุการณ์ต่างๆแม้แต่วันตาย ดังบันทึกของคณะศิษย์วัดทุ่งเฟื้อ ทุกๆสาย คืนวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 ท่านเข้าสมาธิภาวนาตั้งแต่หัวค่ำด้วยอิริยาบถอันสงบ แม้อาการป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดท่านก็ไม่ ทอดธุระเรื่องภาวนา ตลอดคืนจนได้เวลา 05.00น. อันเป็น เวลาใกล้สว่าง หลวงพ่อจันทร์ ท่านได้ให้บรรดาศิษย์ช่วยกันพยุงกายท่านให้ลุกขึ้น เพราะท่านนั่งสมาธิมาตั้งแต่หัวค่ำ เรี่ยวแรงก็น้อยลง เมื่อพระสมุห์พิงค์ ขึ้นแล้ว ท่านได้เปลี่ยน สบง จีวร สังฆาฏิ ใหม่หมดเสร็จแล้วท่านได้บอกให้ลูกศิษย์ประคองให้นั่งลงทำสมาธิต่อไปหลังจากฉันอาหารเช้าแล้ว หลวงพ่อจันทร์ท่านก็หลับตาลง และได้สั่งให้พระสมุห์พิงค์ ผู้เป็นศิษย์จุดเทียนไว้เบื้องหน้าหนึ่งเล่ม พร้อมทั้งไม่ให้ใครมาส่งเสียงบริเวณนั้นจะทำสมาธิครั้งสุดท้ายหลังจากกล่าวแก่ศิษย์ทุกคนแล้ว หลวงพ่อจันทร์ ท่านก็หลับตาลงเป็นครั้งสุดท้ายกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิ เป็นลำดับเวลา 08.30น.บรรดาลูกศิษย์ ที่เฝ้าดูอาการของ พ่อท่านจันทร์ เห็นผิดสังเกต เพราะศีรษะของท่านโน้นเอียงลงมาเล็กน้อย ซึ่งปกติท่านจะนั่งตัวตรงไม่ไหวติง ศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดท่านย่อมรู้ดี จึงทราบว่า พ่อท่านจันทร์ สุเมโธ วัดทุ่งเฟื้อ ท่านได้มรณภาพแล้ว วันที่ 10 พฤศจิกายน 2532

ชาวบ้านที่ศรัทธา หลวงพ่อจันทร์

ร่างกายไม่เน่าเปื่อย

การนั่งมรณภาพของ หลวงพ่อจันทร์ เมื่อวันที่10 พฤศจิกายน 2532 ได้ลือกระฉ่อนไปทั่วสารทิศเมืองนครศรีธรรมราช สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย สังขารของท่านแข็งดุจหินแม้เวลาล่วงเลยมาหลายปี

หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

7999988899

หลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

หลวงพ่อมุ่ย เป็นที่เคารพของลูกศิษย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซียสิงคโปร์ และฮ่องกง ท่านเปรียบเสมือน “อริยสงฆ์แห่งแดนทักษิณ” ใครที่เคยไปกราบสักการะท่านจะรู้ว่า ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ถวายเงินทองท่านจะไม่รับอย่างเด็ดขาด

รูปหลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

ประวัติหลวงพ่อมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ หรือ “พระครูนิโครธจรรยานุยุต แห่งวัดป่าระกำเหนือ”

นามเดิมของท่านชื่อมุ่ย ทองอุ่น บิดาชื่อ นายทองเสน ทองอุ่น มารดาชื่อ นางคงแก้ว ทองอุ่น ท่านเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๔ เมษายน 2442 ณ บ้านป่าระกำ หมู่ที่ 6 ตำบลป่าระกำ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านมีพี่น้องทั้งหมด 8 คน หลวงพ่อมุ่ยเป็นบุตรคนที่สองของตระกูล ทองอุ่น

พระครูนิโครธจรรยานุยุต (มุ่ย จนฺทสุวณฺโณ)

หลวงพ่อมุ่ย ได้บรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2462 ณ วัดป่าระกำเหนือ อำเภอปากพนัง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูนิโครธจรรยานุยุต เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๘ และในปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าระกำเหนือและเจ้าคณะตำบลป่าระกำ ในปีเดียวกัน

วัดป่าระกำเหนือ

หลวงพ่อมุ่ย ได้ไปศึกษาด้านวิปัสสนาธุระกับอาจารย์จืด และอาจารย์ศักดิ์ วัดถ้ำเขาพลู อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และได้ออกธุดงค์วัตรในป่าลึกแถบจังหวัดชุมพรประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และราชบุรี เป็นเวลาหลายปี ร่วมกับหลวงพ่อสงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นพระสหธรรมิก ที่รักใคร่นับถือกันมาก

หลวงพ่อมุ่ย เป็นพระวิปัสสนาธุระ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นเลิศ นอกจากนั้นยังมีความรู้ด้านต่าง ๆ อีกมาก เป็นหมอยาสมุนไพร เป็นผู้รู้เวทมนต์คาถา เป็นพระนักเทศน์ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เคารพนับถือของคนทั่วไป

หลวงพ่อมุ่ย นับเป็นพระเถระที่มากด้วยเมตตาบารมีล้ำเลิศของภาคใต้ ที่ประพฤติพรหมจรรย์ มั่นคงยาวนานปี ศีลาจารวัตรเรียบร้อย เป็นที่เคารพนับถือของญาติมิตรและศิษยานุศิษย์ ตลอดจนบุคคลทั่วไป

นับเป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ทรงคุณธรรม อย่างสูงส่ง มีอัธยาศัยโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนทุกระดับชั้น เพราะเหตุนี้เองชาวบ้านจึงขนานนามให้ท่านเปรียบเสมือน “อริยสงฆ์แห่งแดนทักษิณ” อย่างแท้จริง

หลวงพ่อมุ่ย ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมากในพระธรรมวินัยมาก หลวงพ่อมุ่ยท่านจะไม่จับต้องเงินทอง และไม่สะสมสมบัติของมีค่า ในกุฏิของท่านจึงไม่มีของมีค่าอะไรเลย ใครถวายอะไรให้ท่าน หากมีคนอื่นมาขอต่อท่านก็จะยกให้ทันทีโดยไม่มีความเสียดายอะไรทั้งสิ้น หลวงพ่อมุ่ย ท่านฉันเอกา (มื้อเดียวใน ๑ วัน) หลวงพ่อมุ่ย ท่านจำพรรษาอยู่หลายวัด แต่วัดที่ส่วนใหญ่ผู้คนรู้จักกันคือ วัดป่าระกำเหนือ และ วัดบางบูชา เนื่องจากท่านได้สร้างพระเครื่องจนเป็นที่โด่งดังและหลายๆคนต้องการคือ พระปิดตาน้ำนมควาย พระปิดตาพ่อท่านมุ่ย จะสร้างทั้งวัดบางบูชาและวัดป่าระกำเหนือ

รูปหลวงพ่อมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

หลวงพ่อมุ่ย เป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ในพิธีพุทธาภิเษก จตุคามรามเทพ รุ่นแรก ปี ๒๕๓๐ พระเครื่องและวัตถุมงคลของพ่อท่านมุ่ย แต่ละชนิดแต่ละรุ่น เช่นพระปิดตา พระพิมพ์ประทานพร ลูกอม หลวงพ่อจะปลุกเสกเดี่ยว ทั้งนั้น ตามหลักของพระเกจิสายใต้สมัยก่อน คือบินเดี่ยว ไม่มั่นใจไม่สร้าง เพราะมั่นใจในวิชาความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างมั่นใจ และได้ปลุกเสกอยู่นานเป็นปีหรือหลายปี จึงจะมอบให้คนนำไปบูชา เพราะท่านทำด้วยใจรักและศรัทธามั่น ก่อนนำวัตถุมงคลไปใช้ พ่อท่านท้าให้นำไปลองก่อน ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ยอมให้ใครเอาไปใช้

หลวงพ่อมุ่ยได้ถึงแก่มรณภาพ ด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ เวลา ๔ นาฬิกา ๔๖ นาที สิริอายุได้ ๙๓ ปี ๑ เดือน ๑๘ วัน และจำนวน ๗๓ พรรษา

คำแนะนำในการเลี้ยงกุมารทอง

799

การพูดคุยกับกุมารทองที่ตนเลี้ยงนั้น เป็นสิ่งที่ดีมาก คิดเสียว่าเหมือน ลูกของเราคนหนึ่ง ที่ต้องการเฝ้าดูแลเลี้ยงดูและเอาใจใส่ เปรียบเป็นสิ่งมีชีวิต ที่มีตัวตนโดยท่องดังนี้
(บอกทุกวันจะดูมาก)

“เจ้ากุมารทองที่รัก (ทั้งหลาย) เจ้าเป็นหนึ่งแห่ง มหาภูติ
มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่นัก สามารถโปเที่ยวใดในทุกทิศ
ไปได้ในทุกสถานที่ ไปได้ในทุกบ้านเรือน
เจ้า (พวกเจ้า) ไปสู่จิตคนได้
เจ้า (พวกเจ้า) ท่องเที่ยวไปด้วยเดช
เจ้า (พวกเจ้า) มีฤทธิ์ มีเดชด้วยอนุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย
ครูบา-อาจารย์
เจ้า (พวกเจ้า) นำโชค เจ้า (พวกเจ้า) นำลาภ มาเพิ่มให้พ่อ/แม่ทุกวัน
เจ้า (พวกเจ้า) คุ้มครองบ้าน เจ้า (พวกเจ้า) เฝ้าทรัพย์สิน
เจ้า (พวกเจ้า) นำเงิน นำทอง (พวกเจ้า) เข้าบ้านทุกวัน

ขอเจ้า (พวกเจ้า) จงเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อ/แม่
คุ้มครองพ่อ/แม่ ช่วยกันทำมาหากิน ช่วยกันค้าขาย
ให้เงินทองไหลมาเทมา

ไปไหนไปด้วยกัน กลับให้กลับด้วยกัน ไม่ต้องรอเรียก รอบอก
กินให้กินด้วยกัน กินพร้อมกันกับพ่อ/แม่ ไม่ต้องรอเรียก รออนุญาต
ขอให้เจ้า (พวกเจ้า) จงมีความสุข พร้อมด้วยพลังบารมี สาธุ”

เลี้ยงกุมารทอง จะกินบุญที่สั่งสมมาของเรา จริงหรือไม่

เขาว่ากันว่า ถ้าเลี้ยงกุมารทองมากก็จะกินบุญเรามาก บุญที่สั่งสมมาของเรา จะไม่เหลือจริงหรือไม่

788

เลี้ยงกุมารทองแล้วจะกินบุญเราไหม สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ หรือเพิ่งเริ่มเลี้ยงคงสงลัย ผมขอตอบตรงนี้เลยว่า ปกติแล้วกุมารทองที่เราเลี้ยงนั้น เขาจะพึ่งทั้งบุญเราและบุญเขา ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป อย่างเช่น ถ้าเราใช้ งานเขาบ่อย ๆ แต่ไม่ทำบุญให้เขา ก็เหมือนกับรถที่เติมน้ำมันเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วขับอย่างเดียวไม่เติม ไม่สนใจ แล้วคิดว่าโอกาสที่น้ำมันจะหมดน่ะ…มีไหม โอกาสที่เราต้องลงมาเข็นเอง เหนื่อยเองน่ะ…มีไหม

จริงๆ แล้วกุมารทองที่เราเลี้ยงไม่ได้จะมากินบุญของเรา แต่เขาอาจจะตัดบุญของเราแทน (กุมารทองอาจไม่พอใจ) โดยการให้เราเข้าไปไม่ถึงบุญ ทำอะไรก็ติดขัด จากแทนที่ว่าเขาจะมาคอยช่วยสร้างบารมีให้เรา กลายเป็นว่า มาขัดขวางเส้นทางบุญของเราเสียงอย่างนั้น ดังเช่น จากที่เราเคยค้าขายดีๆ ลูกค้าเยอะเงินทองไหลมาเทมา ตอนนี้กลับกลายเป็นทำอะไรติดขัดไปเสียหมด หากินไม่ขึ้นเป็นทองหดหายโชคลาภไม่เกิด อาจเป็นเพราะเหตุนี้ หลายคนเลยคิดไปเองกุมารทองมากินบุญของเรา

เรื่องของบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นของคู่กัน เหมือนความเชื่อและความศรัทธาที่มักมาพร้อมกับสิ่งที่เรานับถือ กุมารทองก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกแขนงที่ หากผู้ใดนำมาบูชาแล้วก็ควรที่จะให้ความสำคัญมากๆ อย่างที่ทราบ หลายท่านเลี้ยงกุมารทองไว้ใช้งาน เช่น ดูแลบ้าน ให้แคล้วคลาดปลอดภัย เรียกลูกค้า อำนวยอวยผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เมื่อเราไหว้วาน หรือว่าใช้งาน กุมารทองแล้ว เราก็ต้องตอบแทนให้เขาอย่างคุ้มค่าเช่นกัน

การทำบุญให้กับกุมารทองลูกรัก

การทำบุญให้กับกุมารทองที่เราได้เลี้ยงไว้นั้น ก็เหมือนกับการทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับที่เรานับถือทั่วไป เช่น การสวดมนต์ ภาวนา ทำทาน ใส่บาตร การนั่งสมาธิ การทำความดีช่วยเหลือสังคม เป็นต้น

4747

การสวดมนต์ ภาวนา

เป็นการระลึกถึงคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บทสวด บางบทจะมีเหล่า เทพเทวดามาอนุโมทนาบุญด้วย ทำให้บุญที่ได้รับทวีมากขึ้น ทุกครั้งที่สวดให้ตั้งจิตให้ดี แน่วแน่ เพื่อกุศลที่เราทำจะได้ส่งโปถึงเจ้ากุมารน้อย ที่เราได้เลี้ยงดูไว้ด้วย
การทำทาน ใส่บาตร ถวายอาหาร ของใช้ หลอดไฟ ฯลฯ การทำบุญตักบาตร เป็นการทำบุญที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จักและปฏิบัติ มากกว่าการทำบุญประเภทอื่นๆ การใส่บาตรนั้น ยังถือว่าเป็นการทำบุญประจำ วันของชาวพุทธ และชาวพุทธไทยเชื่อว่า การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์ เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น เปรตวิสัย ให้ได้รับส่วนบุญ การทำบุญใส่บาตรด้วยจิตที่บริสุทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่กุมารทองจะได้รับบุญกุศลได้ดี

การนั่งสมาธิ เจริญสติ

การนั่งสมาธิด้วยจิตที่แน่วแน่และตั้งมั่น เป็นการสร้างบุญที่ง่ายที่สุด และสิ่งสำคัญของการนั่งสมาธิคือ การรู้ลึกระลึกถึงสิ่งที่เคยทำมา ทั้งดี และ ไม่ดี พุท…โธ… กำหนดลมหายใจเข้าออก และเมื่อนั่งสมาธิเรียบร้อย ก็แผ่เมตตา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร และกุมารทองที่เราเลี้ยง
ทุกครั้งที่เราทำบุญไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ เพียงแค่เรานึกถึง เขาทุกครั้งที่ทำบุญ หรือการนั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตา ทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่ว่า จะเป็นทานบารมี ภาวนาสมาธิ เขาก็จะได้รับบุญตามที่เราตั้งจิต ตั้งใจเช่นกัน